MKT Team
การใช้รถยนต์นั้นไม่ได้จำกัดอยู่แค่การใช้งานในเมือง ขับไปทำงาน ส่งลูกไปโรงเรียนเท่านั้น ในบางครั้งวันหยุดสุดสัปดาห์ หรืออาจเป็นธุระในด้านอื่น มีความจำเป็นที่จะต้องเดินทางไกลด้วยรถยนต์ของท่านเอง ท่านก็ต้องมีการเตรียมตัวที่ดีเพื่อสวัสดิภาพของท่านเองเป็นหลัก และการถึงจุดหมายปลายทางได้อย่างปลอดภัยทั้งไปและกลับ
การใช้รถทางไกลนั้นไม่ใช่จะเป็นการเตรียมเฉพาะรถเท่านั้น ผู้ขับขี่ก็มีความสำคัญมากเช่นกัน มีความหมายที่ต้องควบคู่กันไป อาศัยซึ่งกันและกัน
ขั้นตอนในการเตรียมรถเพื่อเดินทางไกล
เตรียมรถยนต์
รถยนต์ควรได้รับการตรวจซ่อมเป็นประจำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งรถที่จะต้องออกเดินทางไกล ควรได้รับการตรวจเช็คก่อนเดินทางทุกครั้งเป็นดีที่สุด ถ้าได้รับการเปลี่ยนน้ำมันหล่อลื่นต่างๆ หรือเติมเข้าไปใหม่จะเป็นการดีอย่างยิ่ง เพราะสามารถช่วยป้องกันการสึกหรอได้เป็นอันมาก
และอีกทางหนึ่งคือช่วยประหยัดเงินในการที่จะต้องกลับมาซ่อมใหม่ในกรณีที่รถเกิดปัญหาขึ้น อีกประการหนึ่งก็คือเป็นการรับประกันความอุ่นใจจากผู้ที่ติดตามไปด้วย หรือแม้แต่ตัวท่านเองก็ตาม
สำหรับสิ่งที่ต้องตรวจตราและควรมีติดรถในการเดินทางไกลคือ
- ยาง ยางเป็นส่วนสำคัญมากในการเดินทางไกล รถที่ขับด้วยความเร็วสูงและระยะทางไกลควรใช้ยางที่มีคุณภาพดี สูบลมได้ตามมาตรฐานที่กำหนด หมั่นตรวจสอบคุณภาพอย่างสม่ำเสมอ และสิ่งที่ลืมไม่ได้คือยางอะไหล่ ต้องมีไว้พร้อมในสภาพที่สามารถใช้งานได้ทันที
- เบรก ระบบเบรกต่างๆ ต้องมีความสมบูรณ์และใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควรได้รับการตรวจเช็คก่อนออกเดินทางเช่นกัน เช่น น้ำมันเบรก จากเบรก ปั้มลมต่างๆ และควรมีน้ำมันเบรกสำรองติดเอาไว้ใช้ยามฉุกเฉินด้วย
- กระจกส่องหลังและกระจกส่องข้าง ควรปรับสภาพให้สามารถใช้งานได้ คือมองเห็นรถยนต์ที่วิ่งตามมาได้อย่างชัดเจน ไม่เหลื่อมล้ำกัน
- น้ำในหม้อน้ำ ควรเติมให้ได้ตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ และควรมีน้ำสำรองติดตัวไปด้วยเพื่อใช้กรณีฉุกเฉิน
- น้ำกลั่นในหม้อแบตเตอรี่ ควรตรวจดูให้อยู่ในระดับที่กำหนดไว้ และมีน้ำกลั่นสำรองไปด้วย
- น้ำมันเชื้อเพลิง ประมาณให้พอที่จะไปถึงจุดหมายปลายทางได้ และควรมีการคาดคะเนล่วงหน้าว่าจะแวะเติมน้ำมันที่จุดไหนบ้าง
- น้ำมันเครื่อง ต้องตรวจดูว่ามีอยู่ในระดับหรือไม่ ต้องเติมให้พอดี อย่าเติมให้เกิน เพราะจะทำให้น้ำมันเครื่องขึ้นหัวเทียน ทำให้หัวเทียนบอดได้ และควรจะมีสำรองไว้ด้วย
- เครื่องมือประจำรถและอะไหล่ต่างๆ ต้องมีติดรถไว้เสมอ แม้ว่าจะไม่เดินทางไกลก็ตาม เพราะยามฉุกเฉินอาจใช้ได้ทันท่วงที
- เครื่องมือแพทย์ เอาไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน เมื่อแก้ไขรถยนต์อาจเกิดอุบัติเหตุเล็กน้อยได้
ข้อควรทราบ
ควรแจ้งหมายกำหนดการให้ผู้ที่อยู่ทางด้านต้นทางและปลายทางทราบเมื่อมีการเดินทางไกล เพื่อจะได้ตรวจเช็คเมื่อเห็นว่าผิดปรกติหรือล่าช้ากว่ากำหนด เมื่อไปถึงแล้วหากเป็นไปได้ควรแจ้งให้คนทางบ้านทราบเพื่อความสบายใจ
ข้อเตือนใจ
- อย่าไปในเส้นทางที่ท่านไม่คุ้นเคยตามลำพัง หรือไปกับคนแปลกหน้า อย่าไว้ใจคนอื่น
- อย่าหยุดรถในสถานที่เปลี่ยวโดยไม่มีความจำเป็น
- คนร้ายอาจแกล้งขับรถชนท้ายของท่านในสถานทีเปลี่ยว เมื่อจอดรถลงมาเจรจาค่าเสียหายอาจใช้อาวุธปล้น ฉะนั้นควรพิจารณาถึงความปลอดภัยในการหยุดรถ ควรเดินทางต่อไปอีกเล็กน้อยจนกว่าจะพบตำรวจ หรือแหล่งชุมชนจึงหยุดรถสำรวจความเสียหาย (หากไม่รุนแรงนัก)
- สอบถามเส้นทางจากชาวบ้านในกรณีที่ไปยังเส้นทางที่ไม่คุ้นเคย จะได้ไม่เสียเวลาย้อนรถกลับ
การขับรถเมื่อเดินทางไกล
- การแซงรถ บางครั้งผู้ขับขี่อาจขับรถตามหลังคันอื่นเป็นระยะทางไกลๆ เพราะว่าอัตราความเร็วที่ใช้อยู่นั้นใกล้เคียงกับรถคันอื่นๆ ที่อยู่ข้างหน้า บางครั้งมีความจำเป็นต้องแซงหน้าขึ้นไป จึงควรจะแซงให้ถูกวิธีเพื่อความปลอดภัยของตนเองและผู้อื่น ตามหลักในการแซงแล้ว ก่อนจะแซงรถต้องดูให้แน่ใจว่าถนนด้านข้างว่างพอที่จะแซงหรือยัง ถ้าจะต้องการความปลอดภัยในเวลาแซงก็คือ ต้องแซงรถทางขวาเสมอ และห้ามแซงในที่คับขัน นั่นก็คือ ไม่แซงรถตรงทางแยก ไม่ควรแซงเมื่อเวลาขับรถขึ้นเนินเขาหรือลงเขา ไม่ควรแซงบนทางโค้ง และไม่ควรแซงบนสะพาน
- การขับรถตามหลังรถคันอื่น อุบัติเหตุจำนวนมากเกิดจากการขับรถชนท้าย หรือประสานงาคันอื่น สาเหตุสำคัญประการหนึ่งคือ ผู้ขับรถคันหลังขับรถชิดคันหน้ามากเกินไป ในหลักการขับรถแล้ว ควรขับรถตามหลังโดยเว้นระยะห่าง 1 ช่วงคันรถ ทุกๆ ความเร็ว 10 กม./ชม. หรืออาจจะเว้นเป็น 2 เท่าก็ได้เพื่อความปลอดภัย
สำหรับอัตราการใช้ความเร็วขึ้นอยู่กับ
- ปริมาณการจราจรในขณะนั้น
- สภาพถนนและดินฟ้าอากาศ
- สภาพของรถ
- สภาพอารมณ์และร่างกายของผู้ขับขี่
- ระยะเวลาในการขับรถ
- ความเร็วของรถคันอื่นๆ ในขณะนั้น
- การขับรถตามกฏจราจร กฏจราจรในบ้านเรามีอยู่มากมายที่บัญญัติขึ้นมาก็เพื่อความปลอดภัยของผู้ขับขี่และสังคมโดยรวม ผู้ขับขี่ส่วนมากจะจำกฏจราจรได้เฉพาะตอนสอบใบขับขี่เท่านั้น หลังจากนั้นก็จะลืมกฏจราจรต่างๆ แทบหมดสิ้นและไม่ให้ความสนใจต่อไปอีก อย่างน้อยการขับรถทางไกลควรใช้กฏจราจรให้เคร่งครัด ตลอดจนการให้สัญญาณต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสัญญาณมือ สัญญาณไฟ และต้องแน่ใจว่าใช้ถูกต้อง และรถคันหลังหรือหน้าสามารถเห็นสัญญาณได้อย่างชัดเจน
- การเปลี่ยนช่องเดินรถ โดยทั่วไปผู้ขับขี่ควรขับรถอยู่ในช่องเดินรถที่มีเครื่องหมายแบ่งไว้ให้ แต่ถ้าไม่มีเส้นแบ่งช่องเดินรถเอาไว้ก็ควรจะขับรถในทางของตน ผู้ขับขี่ควรจะรู้สภาพการจราจรที่กำลังจะเกิดขึ้น และสังเกตรถคันหลังที่ตามมาด้วย ถ้าผู้ขับขี่พร้อมที่จะแซงต้องให้สัญญาล่วงหน้าก่อนเมื่อรถคันอื่นทราบความประสงค์จึงเปลี่ยนเข้าในช่องเดินรถที่ต้องการ
- การขับรถที่ป้องกันตนเองจากอันตราย ผู้ขับขี่รถยนต์นั้นไม่ใช่แต่จะสามารถควบคุมตัวเองได้เท่านั้น แต่ต้องเป็นผู้ที่ตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา และมองไปด้านหน้า ด้านหลัง (มองกระจกหลัง) และด้านข้างตลอดเวลา
- คนเดินเท้าในทางรถวิ่งหรือไฮเวย์บางสายไม่มีทางเท้า ฉะนั้นเมื่อเห็นคนเดินเท้าจึงควรใช้แตรและลดความเร็ว เพื่อให้คนเดินอยู่ข้างทางรู้ตัว โดยมารยาทแล้วนักขับขี่รถที่ดีไม่ควรแซงรถตรงจุดที่มีคนเดินเท้าอยู่ใกล้ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตอนกลางคืน และวันที่มีวนตกหนัก ควระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะผู้ขับขี่อาจมองไม่เป็นคนเดินเท้าได้
- แผนที่ ถ้าผู้ขับขี่ต้องขับรถทางไกลในทางที่ยังไม่คุ้นเคย ควรจะได้รับการศึกษาแผนที่เพื่อหาทางที่จะไปได้อย่างมีจุดหมาย ไม่หลงทาง เพระแผนที่จะช่วยให้ทราบเส้นทางและลักษณะของถนน และระยะทาง ต้องคำนึงถึงเสมอว่าอย่าดูแผนที่ขณะกำลังขับรถอยู่ ควรดูก่อนเดินทาง หรือไม่ก็ให้คนอื่นที่นั่งข้างเคียงดูให้แทน
ที่มา : นิตยสารตลาดรถ Extreme ฉบับวันที่ 17 – 30 เมษายน พ.ศ. 2553

MKT Team
คำถามคำตอบต่อไปนี้จะช่วยให้ท่านมีความเข้าใจถึงการดูแลรักษายางอย่างถูกวิธี
- ยางที่ใช้อยู่ควรจะเติมลมกี่ปอนด์ ?
การเติมลมยางให้ได้อัตราที่ถูกต้อง คือสิ่งสำคัญและจำเป็นที่สุดของการดูแลรักษายาง ยางที่ใช้อยู่ควรสูบลมให้ได้ตามอัตราสูบลมที่โรงงานผู้ผลิตรถยนต์ได้กำหนไว้ โดยปกติแล้วอัตราสูบลมที่ถูกต้อง และเหมาะสมสำหรับรถแต่ละชนิดที่โรงงานผู้ผลิตรถยนต์กำหนดไว้นั้น จะระบุไว้ในแผ่นโลหะ หรือสติ๊กเกอร์ที่ติดไว้บริเวณสันประตูหรือเสากลางข้างตัวรถ หรือติดไว้ในช่องเก็บของภายในรถ นอกจากนั้น ยังมีระบุไว้ในหนังสือคู่มือการใช้รถอีกด้วย แต่หากท่านมิได้ใช้ยางขนาดเดียวกันกับยางที่ติดรถมา ท่านควรขอคำแนะนำเกี่ยวกับอัตราสูบลมยางที่เหมาะสมจากโรงงานผู้ผลิตรถยนต์ หรือร้านจำหน่ายยางที่ได้มาตรฐาน
สำหรับยางอะไหล่ ท่านควรสูบลมไว้ให้มากกว่ามาตรฐาน 3 – 4 ปอนด์ และลดลงให้กลับสู่อัตราปกติ เมื่อนำไปใช้งาน
- การใช้ลมอ่อนเกินไปจะมีผลอย่างไรต่อยางที่ใช้อยู่ ?
การใช้ยางที่สูบลมไว้ต่ำกว่าอัตราที่เหมาะสมถูกต้อง หรือที่เราเรียกกันสั้นๆ ว่า ลมอ่อนเกินไปนั้น นับเป็นศัตรูตัวสำคัญต่ออายุการใช้งานของยางทีเดียว อีกทั้งยังจะส่งผลเสียอย่างมากต่อยางที่ใช้อยู่ ความสามารถในการบรรทุกน้ำหนักจะลดน้อยลงกว่ามาตรฐานและสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงมากขึ้น
- ควรตรวจเช็คลมยางเมื่อไร ?
ท่านควรตรวจสอบเช็คลมยางสม่ำเสมอประมาณอาทิตย์ละครั้ง หรือทุกครั้งก่อนเดินทางในขณะที่ยางยังเย็นอยู่ กล่าวคือวิ่งมาไม่เกิน 1.5 – 2.0 กิโลเมตร เพราะขณะที่รถวิ่งนั้นความดันลมในยางจะเพิ่มขึ้นตาม อุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นซึ่งเป็นเรื่องปกติ หากท่านทำการตรวจเช็คอัตราลมในขณะนั้น ก็จะได้ค่าที่ไม่ถูกต้อง ดังนั้น จึงควรตรวจเช็คอัตราลมในขณะที่ยางยังเย็นอยู่ หรือประมาณ 2 – 3 ชั่วโมงหลังการใช้งาน
ท่านไม่ควรใช้วิธีสังเกตด้วยตาว่า ลมยางของท่านอ่อนเกินไปหรือยัง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากยางที่ท่านกำลังใช้อยู่เป็นยางเรเดียล ท่านควรตรวจเช็คลมโดยให้เกจ์วัดลมที่ได้มาตรฐาน ซึ่งสามารถหาซื้อได้จากสร้างสรรพสินค้า หรือตามร้านจำหน่ายยางที่ได้มาตรฐาน
- ทำไมถึงต้องมีการสลับยาง
วัตถุประสงค์หลักของการสลับยาง ก็เพื่อให้ยางทุกเส้นมีการสึกที่เท่ากัน ดังนั้นท่านควรศึกษาคู่มือการใช้รถเกี่ยวกับคำแนะนำในการสลับยาง ซึ่งโดยปกติแล้ว ท่านควรสลับยางทุกๆ 9,000 – 13,000 กิโลเมตร หากรถของท่านเป็นรถใหม่ ท่านควรจะสลับยางในทันทีที่ท่านใช้รถครบ 10,000 กิโลเมตรแรก
หากยางเกิดการสึกที่ไม่สม่ำเสมอ ท่านควรรีบปรึกษากับร้านผู้ชำนาญงานเพื่อตรวจเช็คศูนย์ล้อ ถ่วงล้อ ตลอดจนระบบช่วงล่างโดยทันที
โรงงานผู้ผลิตรถยนต์ มักจะแนะนำให้เติมลมยางล้อหน้า และล้อหลังต่างกัน ดังนั้นเมื่อสลับยางเป็นที่เรียบร้อยแล้วท่านก็ต้องปรับระดับความดันลมของยางล้อหน้า และล้อหลังให้ถูกต้อง
- ทำไมต้องมีการถ่วงล้อ
หากเกิดการกระจายน้ำหนักไม่ถูกต้องของยางและกะทะล้อ จะก่อให้เกิดอาการสั่นสะท้านขึ้นขณะที่รถวิ่ง อันจะมีผลเสียต่ออายุการใช้งานของยาง ระบบช่วงล่างของรถ ตลอดจนความสะดวกสบายในการขับขี่ การถ่วงล้อจะช่วยให้เกิดการกระจายน้ำหนักที่ถูกต้องของยาง และกะทะล้อ ซึ่งการถ่วงล้อก็สามารถกระทำได้ โดยเพิ่มน้ำหนักลงไป ณ จุดใดจุดหนึ่งที่ขอบกะทะล้อ
- เมื่อไหร่จึงควรจะถ่วงล้อ
ยางและกะทะล้อควรส่งเข้ารับการบริการถ่วงล้อในทันทีที่ เมื่อมีการเปลี่ยนยางใหม่เมื่อมีการสลับยาง สลับกะทะล้อ เมื่อนำยางที่ใช้แล้วมาใส่กะทะล้อที่ใช้อยู่เมื่อยางแตก และได้รับการปะยางเป็นที่เรียบร้อย เมื่อมีการถอดยางออกจากกะทะล้อ หรือใส่ยางกลับเข้ากะทะล้อ เมื่อเกิดการสั่นสะท้านขณะที่รถวิ่ง เมื่อเกิดการสึกไม่สม่ำเสมอ ท่านควรส่งรถเข้ารับบริการถ่วงล้อจากร้านยางที่ได้มาตราฐานเท่านั้น
- การตั้งศูนย์ล้อคืออะไร
การตั้งศูนย์ล้อ คือการทำให้ส่วนประกอบต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับระบบบังคับเลี้ยวระบบช่วงล่างล้อ และยาง ทำงานสัมพันธ์กันอย่างถูกต้อง ซึ่งจะทำให้รถวิ่งได้ตรงไม่ดึงไปทางซ้ายหรือขวา ระบบช่วงล่างและระบบบังคับเลี้ยวของรถนั้น มีชิ้นส่วนต่างๆ มากมาย ที่มีการเคลื่อนไหวขณะรถวิ่ง และย่อมจะมีการสึกหรอเกิดขึ้น ซึ่งมีผลทำให้ศูนย์ล้อผิดเพี้ยนไปจากสเป็คที่ถูกต้อง
ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีการปรับตั้งศูนย์ล้อเพื่อให้ได้ค่าตามที่กำหนดไว้ในสเป็คของรถ นอกจากนั้น ศูนย์ล้อยังขึ้นอยู่กับความสูงของตัวรถกับพื้นถนน และการกระจายน้ำหนักลงบนล้อรถด้วย กล่าวคือ เมื่อรถถูกใช้งานนานขึ้น คอยส์สปริง บุช ลูกยางต่างๆก็เริ่มหมดอายุ ความสูงและการกระจายน้ำหนักของรถก็ผิดไปจากมาตราฐานเดิม อันจะส่งผลให้ศูนย์ล้อผิดพลาดไปจากสเป็ค เมื่อใดก็ตามที่ศูนย์ล้อไม่ถูกต้องตามสเป็คล้อรถกับตัวถังหรือล้อข้างซ้ายกับล้อข้างขวาก็จะไม่เคลื่อนที่ไปในทิศทางเดียวกัน จะเป็นผลให้รถวิ่งไม่ตรงหรือเกิดอาการแฉลบ หรือพวงมาลัยดึงไปข้างใดข้างหนึ่งทำให้ยางสึกผิดปกติ
- ทำไมต้องมีการปรับตั้งศูนย์ล้อ
เพราะการที่รถมีศูนย์ล้อที่ไม่ถูกต้อง นอกจากจะทำให้ยางเกิดการสึกที่ผิดปกติแล้วยังมีผลต่อระบบควบคุมบังคับทิศทางของรถด้วย ดังนั้น หากรถของท่านที่มีอาการผิดปกติในการควบคุมบังคับทิศทางของรถ หรือท่านสังเกตุเห็นว่ายางที่ใช้อยู่มีลักษณะสึกที่ไม่สม่ำเสมอ หรือผิดปกติ ก็สามารถบ่งชี้ได้ว่าศูนย์ล้อรถของท่านจำเป็นต้องได้รับการตรวจเช็ค และปรับตั้งศูนย์ล้อแล้ว และแม้ท่านจะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการนี้ แต่ก็เป็นค่าใช้จ่ายเพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายที่ท่านจะต้องใช้ในการซื้อยางชุดใหม่ ซ่อมแซมช่วงล่าง และที่สำคัญคืออันตราย อันอาจจะเกิดขึ้นต่อทรัพย์สินและชีวิตของท่าน
- มีคำแนะนำอย่างไร เมื่อต้องการเปลี่ยนยางชุดใหม่
ในการเลือกยางรถยนต์สิ่งที่ควรคำนึงถึง คือ ประเภทรถยนต์ รถยนต์หนัก รถยนต์เบา สมรรถนะความเร็วรถ ความเร็วปกติ ความเร็วสูง
ลักษณะการขับขี่ ขับช้า ขับเร็ว หรือขับเร็วมาก สภาพพื้นผิวถนน ถนนเรียบ ถนนขรุขระ ถนนทราย สภาพภูมิอากาศ ร้อน หนาว ฝนตกชุก
ใช้ยางกับกะทะล้อให้ถูกต้องตามที่กำหนดโดยโรงงานผู้ผลิตรถยนต์
และกะทะที่ใช้จะต้องไม่บิดเบี้ยว หรือเป็นสนิม
อย่าเลือกใช้ยางที่มีขนาดเล็กกว่ายางที่ติดรถมา ทั้งนี้เพราะยางที่มีขนาดเล็กกว่าย่อมมีประสิทธิภาพในการรับน้ำหนักบรรทุกได้น้อยกว่า (รวมทั้งน้ำหนักตัวรถด้วย) ฉะนั้น ควรใช้ยางให้ถูกตามขนาดที่กำหนดโดยโรงงานผู้ผลิตหรือตามคำแนะนำจากร้านจำหน่ายยางที่ชำนาญงานเท่านั้น
ควรใช้ยางชนิดเดียวกัน ดอกเดียวกันทั้งหมด เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพในการขับขี่อย่างเต็มที่ ท่านควรตระหนักว่า ยางต่างชนิดกัน ย่อมมีโครงสร้างที่แตกต่างกัน และมีประสิทธิภาพในการใช้งานที่แตกต่างกันด้วย
อนึ่ง หากท่านมีความจำเป็นต้องใช้ยางที่ต่างชนิด หรือดอกยางต่างกัน
ก็ควรจะใช้ยางชนิดหรือดอกเดียวกันในเพลาเดียวกัน
หากท่านมีความจำเป็นที่จะต้องใช้ยางต่างขนาดกัน ให้ใช้ยางที่มีซีรีส์เท่ากันในเพลาเดียวกัน และให้ใช้ยางซีรีส์ต่ำกว่าเป็นยางหลัง ส่วนยางซีรีส์สูงกว่าเป็นยางหน้า
เมื่อท่านเปลี่ยนยางใหม่แล้วท่านควรขับรถด้วยความระมัดระวังเพื่อให้ชินกับยางชุดใหม่เสียก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะที่เบรครถ เร่งความเร็วรถ เข้าโค้ง หรือใช้รถขณะฝนตก ทั้งนี้เพราะยางชุดใหม่อาจให้ความรู้สึกที่ผิดไปจากยางชุดเก่าที่ท่านเคยใช้
ข้อควรระวัง เกี่ยวกับความปลอดภัย การถอดหรือใส่ยางเข้ากะทะล้อ ควรกระทำโดยผู้ชำนาญงานเท่านั้น มิฉะนั้น อาจเกิดความเสียหาย และอันตรายขณะถอดใส่ได้
- จะทำอย่างไรเมื่อรถเกิดอาการสั่นสะท้าน
อาการสั่นสะท้านย่อมแสดงว่า มีสิ่งผิดปกติกับรถที่ใช้อยู่และควรได้รับการแก้ไขโดยทันที มิฉะนั้นจะส่งผลเสียต่อยางที่ใช้ระบบช่วงล่าง ตลอดจนระบบพวงมาลัย เมื่อเกิดอาการสั่นสะท้านขึ้น ท่านควรตรวจเช็คการสึกของยาง เพราะลักษณะการสึกจะทำให้ท่านพอทราบถึงสาเหตุของการสั่นสะท้าน และวิธีการป้องกัน
- นิสัยการขับรถมีผลต่อการสึกของยางหรือไม่
นิสัยการขับรถของแต่ละท่าน จะมีผลต่อการสึกของยางก่อนกำหนด
ฉะนั้นเพื่อเป็นการยืดอายุการใช้งานของรถ ท่านควรหลีกเลี่ยงนิสัยการขับต่อไปนี้ ออกรถ และหยุดรถอย่างรุนแรง การหักเลี้ยวอย่างรุนแรง การขับรถปีนขอบถนน ขับเบียดฟุตบาท การขับโดยไม่หลบหลุม ก้อนหิน หรือสิ่งกีดขวาง
ข้อควรปฏิบัติบำรุงรักษายางรถยนต์
1. ตรวจเช็คลมยางทั้ง 4 ล้อ อย่างน้อย อาทิตย์ละ 1 ครั้ง
2. ควรสูบ หรือเติมลมยางมาตรฐานที่ทางโรงงานผู้ผลิตกำหนด (ขณะที่ยางเย็น)
3. การเพิ่ม หรือลดลงยางให้มีความสัมพันธ์กับน้ำหนักบรรทุก
4. เมื่อขับรถออกต่างจังหวัด หรือใช้ความเร็วสูง
ควรเพิ่มลมยางมากกว่าปกติ 3-5 ปอนด์/ตารางนิ้ว
5. อย่าลดลมยางในขณะที่ฝนตกหรือวิ่งบนถนนเปียก
เพราะอาจจะทำให้ การยึดเกาะถนนและประสิทธิภาพการรีดน้ำของดอกยางลดลงด้วย
ที่มา : goodyear.co.th
MKT Team
โตโยต้า บัสส์ ขอเชิญนิสิต นักศึกษาร่วมประกวดออกแบบลวดลายสติกเกอร์รถ TOYOTA รุ่น Yaris Vios และ Altis ชิงทุนการศึกษา รวมมูลค่ากว่า 200,000 บาท พร้อมโล่ประกาศเกียรติคุณ
Concept สร้างสรรค์ผลงานจากแรงบันดาลใจ โดยมีคำว่า BUZZ และตัวผึ้ง Logo เป็นองค์ประกอบเรื่องราว จาก 1 ใน 3 หัวข้อคือ
ที่แปลกใหม่ โดดเด่น สื่อสารได้เข้าถึง Life Style ของคนรุ่นใหม่ ที่มีความเหมาะสมกับการใช้งาน สามารถผลิตชิ้นงานได้จริงของรถ TOYOTA 3 รุ่น คือ
ในรุ่นรูปโฉมปัจจุบัน
คุณสมบัติ นิสิต นักศึกษา ระดับปริญญาตรี ทุกคณะ ทุกชั้นปีจากมหาวิทยาลัยต่างๆ ในกรุงเทพฯ ทีมละ 3 – 5 คน พร้อมตั้งชื่อทีมในการเข้าร่วม
รางวัล
| รางวัลที่ 1 ทุนการศึกษา มูลค่า 20,000 บาท พร้อมโล่ประกาศเกียรติคุณ |
| รางวัลที่ 2 ทุนการศึกษา มูลค่า 10,000 บาท พร้อมเกียรติบัตร |
| รางวัลที่ 3 ทุนการศึกษา มูลค่า 5,000 บาท พร้อมเกียรติบัตร |
| รางวัลพิเศษ ผู้ผ่านเข้ารอบคัดเลือกจำนวน 30 ทีม ได้รับทีมละ 1,000 บาท |
| รางวัลพิเศษ แบบที่นำมาใช้จริง จำนวน 9 ทีมแรกจะได้รับทีมละ 2,000 บาท |
| รางวัล Vote จากลูกค้า TOYOTA BUZZ สูงสุดแต่ละรุ่นรับทีมละ 2,000 บาท |
กติกาการออกออกแบบ
- ผลงานที่ส่งเข้าประกวดต้องเป็นผลงานต้นฉบับ ไม่เคยเสนอที่ใด ไม่เคยได้รับรางวัล และไม่ละเมิดลิขสิทธิ์ผลงานของผู้อื่น
- ผลงานที่ส่งเข้าประกวด บริษัท โตโยต้า บัสส์ จำกัด และบริษัทในเครือ เป็นผู้ถือสิทธิในการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์และจัดแสดงผลงาน หรือจัดกิจกรรมต่างๆต่อไป
- การตัดสินของคณะกรรมการถือเป็นที่สิ้นสุด
- เสนอผลงานได้มากกว่า 1 ชิ้น แต่จะได้รับสิทธิ์รับรางวัลสูงสุดเพียง 1 รางวัล
ขั้นตอนการประกวด
- Download ใบสมัคร / Layout ลายเส้น / Logo ตัวผึ้งก่อนการออกแบบได้ที่ www.toyotabuzz.com หรือรับใบสมัครได้ที่เคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ บริษัท โตโยต้า บัสส์ จำกัด (สาขา เกษตร - นวมินทร์)
- กรอกรายละเอียดในใบสมัครพร้อมแนบเอกสาร สำเนาบัตรนักศึกษา พร้อมลงนามรับรองสำเนา และส่งมาที่ บริษัท โตโยต้า บัสส์ จำกัด ( สาขาเกษตร - นวมินทร์)
- นำเสนอชิ้นงานในลักษณะรูปด้าน Perspective เป็นภาพสี และมีความชัดเจนในรูปแบบ Digital ไฟล์ ประเภท illustrator , Corel Draw หรือ Photoshop ที่มีความละเอียดไม่ต่ำกว่า 150 dpi. ที่ขนาดจริงพร้อมภาพพิมพ์ตัวอย่างแบบ โดยละเอียด แต่ละภาพต้องประกอบด้วยภาพ 5 แผ่น ดังนี้
- ภาพด้านข้างซ้าย
- ภาพด้านข้างขวา
- ภาพด้านหน้า
- ภาพด้านหลัง
- ภาพด้านบน
- คำอธิบายแนวคิด
- ส่งผลงานทางไปรษณีย์ หรือ ส่งด้วยตนเองที่ บริษัท โตโยต้า บัสส์ จำกัด เลขที่ 2 ถ.ประเสริฐมนูกิจ เสนานิคม จตุจักร กทม. 10900
- ทีมที่ผ่านการคัดเลือกต้องนำเสนอผลงานในวันตัดสินและมอบรางวัล
กำหนดการ
| รับสมัคร - ส่งผลงาน | 10 ม.ค. - 15 ก.พ. 53 |
| โชว์ผลงานเข้าประกวดให้ร่วมโหวต | 20 ก.พ. - 28 ก.พ. 53 |
| ประกาศผลรอบคัดเลือก | 5 มี.ค. 53 |
| ทีมที่ได้รับคัดเลือกเสนอผลงานและประกาศผลการตัดสิน | 13 มี.ค. 53 |
| ผลิตชิ้นงานออกประชาสัมพันธ์จริงภายใน | 30 มี.ค. 53 |
เกณฑ์การตัดสิน
| 1. ความคิดสร้างสรรค์ในการออกแบบ | 30 คะแนน |
| 2. สวยงาม | 30 คะแนน |
| 3. สื่อสารกับผู้ที่พบเห็นได้เป็นอย่างดี | 30 คะแนน |
| 4. ผลโหวตจากลูกค้าที่มาร่วมโหวตที่บัสส์ | 10 คะแนน |
กรรมการตัดสิน
- ตัวแทนจาก Club รถ YARIS , VIOS , ALTIS
- นักออกแบบ Creative Design จากนิตยสารชั้นนำ
- ตัวแทนจากบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด
- ตัวแทนจากบริษัท โตโยต้า บัสส์ จำกัด
>>> Download ใบสมัคร <<<
MKT Team
ปิดท้ายกิจกรรม TOYOTA BUZZ Maketing Model 2009 ด้วยการพาน้องๆ ที่เข้ารอบ 10 ทีมสุดท้ายไปเยี่ยมชมโรงงานผลิตรถยนต์โตโยต้า ณ โรงงานบ้านโพธิ์ จ.ฉะเชิงเทรา พร้อมๆกันกับพนักงานของบริษัทโตโยต้า บัสส์อีกสิบกว่าชีวิตในวันที่ 2 พฤศจิกายน 2552 ที่ผ่านมา


เราเริ่มออกเดินทางจากโชว์รูม โตโยต้า บัสส์ ในเวลาประมาณ 09.30 น. ใช้เวลาเพียงแค่ไม่ถึงสองชั่วโมงเท่านั้นก็ถึงวัดโสธรวรวิหาร แวะมัสการหลวงพ่อโสธรเพื่อความเป็นศริมลคล เมื่อได้เวลาก็ออกเดินทางต่อเพื่อไปชมศิลปะการปั้นทรายที่ปราสาทรายซึ่งไม่ไกลจากวัดนัก จากนั้นก็แวะฝากท้องไว้กับร้านอาหารป้าหนู ณ ตลาดบ้านใหม่


จะกระทั่งเวลาป่ายโมงกว่าๆ คณะเดินทางก็เดินทางมาถึงโรงงานผลิตรถยนต์โตโยต้าร์ อ.บ้านโพธิ์ จ.ฉะเชิงเทรา
นับตั้งแต่บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ประเทศไทยได้เข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศไทย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2505 และมีการขยายตัวทางธุรกิจต่อเนื่องตามลำดับ เป็นบริษัทชั้นนำของโตโยต้าในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค และเครือข่ายโตโยต้าทั่วโลก โดยมีโรงงานประกอบรถยนต์ 2 แห่ง ได้แก่ โรงงานประกอบรถยนต์สำโรง จ.สมุทรปราการ และโรงงานประกอบรถยนต์เกตเวย์ จ.ฉะเชิงเทรา ทำการผลิตรถยนต์นั่ง รถกระบะ และรถอเนกประสงค์ ที่ครองใจลูกค้าชาวไทย และลูกค้าทั่วโลก ในช่วงระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด มีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ควบคู่ไปกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศไทย โดยมีปริมาณการผลิตเพื่อการจำหน่ายในประเทศ และส่งออกจำนวน 140,151 คัน ในปี พ.ศ.2545 และเพิ่มสูงขึ้นเป็นกว่า 439,394 คัน ในปี 2549
โดยทางโตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่นให้เล็งเห็นความสำคัญของการส่งเสริมความแข็งแกร่งของอุตสาหกรรม และเศรษฐกิจของประเทศไทย ซึ่งโรงงานบ้านโพธิ์นี้กล่าวได้ว่าเป็นแม่แบบของโรงงานที่มีเทคโนโลยีที่ทันสมัยในอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์แห่งหนึ่งของโลก ใส่ใจสิ่งแวดล้อม นำเทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้ามาใช้ในโรงงานในอ้านการอนุรักษ์พลังงาน การจัดการมลภาวะ
โรงงานบ้านโพธ์แห่งนี้นับเป็นโรงงานประกอบรถยนต์แห่งที่ 3 ของโตโยต้า ในประเทศไทย โดยเริ่มเปิดสายการผลิตเมื่อวันที่ 12 มกราคม 2550 มีกำลังการผลิตใจระยะแรก 100,000 คันต่อไป ทำการประกอบรถกรบะไฮลักซ์ เพื่อการตลาดภายในประเทศและการส่งออก และด้วยการนำเทคโนโยลีเพื่อสิ่งแวดล้อมมาใช้ ผนวกกับเทคโนโลยีที่ทันสมัย จึงกล่าวได้ว่าโรงงานบ้านโพธิ์เป็นโรงงานที่ทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชีย
การเข้าเยี่ยมชมโดยบริษัทโตโยต้า บัสส์นั้น ก็ได้มีโอกาสเข้าฟังบรรยาย และเข้าชมสายพานการผลิตรถยนต์รุ่นไฮลักซ์ วีโก้ในส่วนของการประกอบเป็นตัวถัง ซึ่งน้องๆที่ได้เข้าร่วมเยี่ยมก็ได้มีโอกาสเห็นตั้งแต่ตัวช่วงล่างเปล่าๆของรถยนต์ จนกระทั่งเสร็จสมบูรณ์เป็นรถกระบะพร้อมส่งไปยังตัวแทนจำหน่ายและส่งต่อไปยังลูกค้าต่อไป
และในที่สุดการจัดกิจกรรม TOYOTA BUZZ Marketing 2009 ก็เสร็จสมบูรณ์เป็นอันที่เรียบร้อยแล้ว ทางคณะผู้จัดกิจกรรมและบริษัทโตโยต้า บัสส์จำกัดก็ได้แต่หวังว่ากิจกรรมนี้จะมีส่วนช่วยเสริมสร้างความรู้ และประสบการณ์แก่น้องๆนิสิต นักศึกษาทุกคน รวมไปถึงการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างทางโตโยต้า บัสส์ กับน้องๆ นิสิต นักศึกษาต่อไป
MKT Team
ช่วงนี้ฝนตกทั่วฟ้า หลายวันติดต่อกัน ส่งผลให้ท้องถนนหลายๆแห่งทั้งในเมืองกรุงและต่างจังหวัดต่างกลายสภาพเป็นคลองชั่วคราว วันนี้ผมไปเจอเทคนิคการขับรถลุยน้ำมาฝากกันครับ
- ขับผ่านน้ำด้วยความรวดเร็วเพราะกันชนหน้ากับล้อรถจะช่วยแหวกน้ำไม่ให้เข้าถึงประตู
- อย่าขับรถถอยหลังขณะลุยน้ำถ้าไม่จำเป็นเพราะด้านหลังของรถจะมีลักษณะตั้งฉากเมื่อถอยหลังจะทำให้น้ำไหลสวนกลับกับวงปิดประตู
- เปิด กระจกไว้เพื่อให้อากาศภายนอกเข้ามาภายในรถแล้วซึ่งจะทำให้อากาศภายนอกเข้ามา ดันน้ำในรถไว้ไม่ให้เข้ามาภายในรถ(ใช้หลักการเหมือนเรือที่มีอับเฉาอะครับ)
- อย่าจอดรถแช่น้ำไม่ว่ากรณีใดๆเพราะจะทำให้น้ำค่อยๆซึมเข้ามาในรถในช่วงที่เราจอดและเมื่อน้ำเข้ามาได้แล้วมันจะเข้ามาเรื่อยๆ
- ห้าม ดับเครื่องในขณะจอดแช่น้ำเพระเมื่อเราดับเครื่องสูบบางสูบอยู่ในจังหวะคลาย เมื่อดับเครื่องจะทำให้ลูกสูบวิ่งสวนทางประมาณครึ่งรอบทำให้สูบจะดูดน้ำกลับ เข้ามาทางท่อไอเสีย
- อย่าเปียนเกียร์บ่อยๆในขณะลุยน้ำเพราะเมื่อเราเปลี่ยนเกียร์ในห้องเกียร์จะ มีการดูดอากาศกลับเข้ามาทางจมูกเกียร์ซึ่งเราไม่สามารถทราบได้เลยว่าน้ำได้ ท่วมรูจมูกเกียร์ไปเรียบร้อยแล้วหรือยัง
- อย่าทำรถให้เป็นภาวะสุญญากาศเพราะเมื่อรถเป็นภาวะสุญญากาศจะทำให้น้ำไหลเขามาแทนที่อากาศในรถ
- อย่า เปิดเครื่องปรับอากาศในขณะที่รถอยู่ในน้ำเพราะจะทำให้พัดลมไฟฟ้าหน้าเครื่อง ทำงานซึ่งพัดลมนี้จะดูดเศษวัสดุเข้ามาทางหน้ารถแล้วอาจจะทำใหเศษวัสดุนั้นไป ขัดบใบพัดลมก่อให้เกิดความเสียหายได้ ในกรณีคอมเพรสเซอร์แอร์ก็เช่นกัน น้ำอาจจะเข้าไปในระบบสนามแม่เหล็ก(ครัชแอร์)ทำให้เกิดการช็อตเสียหายได้
- ปิด อุปกรณไฟฟ้าทุกขนิดที่มีอยู่ในรถเปิดไว้แต่ไฟหน้ารถเพียงอย่างเดียว ไม่ว่ากรณีใดๆก็ตามในการลุยน้ำต้องเปิดไฟหน้าเพราะจะช่วยให้เราเห็นสภาพใต้ น้ำได้
- เมื่อขับรถพ้นน้ำมาแล้วให้แตะเบรคเบาๆแช่ไว้ประมาณ3-4ครั้งเพื่อเป็นการรีดน้ำออกจากจานเบรค
- เมื่อ ขับรถผ่านน้ำมาเรียบร้อยแล้วให้ออกมาตรวจดูรถโดยรอบว่ามีเศษวัสดุอะไรติดมา กับรถของท่านหรือปล่าวโดยเฉพาะบริเวณกระจังหน้าและห้องเครื่องเพราะพัดลม เครื่องจะดูดเศษสดุเข้ามา
- ตรวจ ดูน้ำมันเครื่อง น้ำมันเกียร์-เฟื่องท้าย ว่ามีสีอะไรถ้าน้ำมันเหล่านี้มีสีลักษณะคล้ายๆกับน้ำนมควรรีบเปลี่ยนและล้าง โดยด่วน
ที่มา http://bbznet.pukpik.com