MKT Team

การใช้รถยนต์นั้นไม่ได้จำกัดอยู่แค่การใช้งานในเมือง ขับไปทำงาน ส่งลูกไปโรงเรียนเท่านั้น ในบางครั้งวันหยุดสุดสัปดาห์ หรืออาจเป็นธุระในด้านอื่น มีความจำเป็นที่จะต้องเดินทางไกลด้วยรถยนต์ของท่านเอง ท่านก็ต้องมีการเตรียมตัวที่ดีเพื่อสวัสดิภาพของท่านเองเป็นหลัก และการถึงจุดหมายปลายทางได้อย่างปลอดภัยทั้งไปและกลับ

การใช้รถทางไกลนั้นไม่ใช่จะเป็นการเตรียมเฉพาะรถเท่านั้น ผู้ขับขี่ก็มีความสำคัญมากเช่นกัน มีความหมายที่ต้องควบคู่กันไป อาศัยซึ่งกันและกัน

clip_image0

ขั้นตอนในการเตรียมรถเพื่อเดินทางไกล

เตรียมรถยนต์

รถยนต์ควรได้รับการตรวจซ่อมเป็นประจำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งรถที่จะต้องออกเดินทางไกล ควรได้รับการตรวจเช็คก่อนเดินทางทุกครั้งเป็นดีที่สุด ถ้าได้รับการเปลี่ยนน้ำมันหล่อลื่นต่างๆ หรือเติมเข้าไปใหม่จะเป็นการดีอย่างยิ่ง เพราะสามารถช่วยป้องกันการสึกหรอได้เป็นอันมาก

และอีกทางหนึ่งคือช่วยประหยัดเงินในการที่จะต้องกลับมาซ่อมใหม่ในกรณีที่รถเกิดปัญหาขึ้น อีกประการหนึ่งก็คือเป็นการรับประกันความอุ่นใจจากผู้ที่ติดตามไปด้วย หรือแม้แต่ตัวท่านเองก็ตาม

สำหรับสิ่งที่ต้องตรวจตราและควรมีติดรถในการเดินทางไกลคือ

  • ยาง ยางเป็นส่วนสำคัญมากในการเดินทางไกล รถที่ขับด้วยความเร็วสูงและระยะทางไกลควรใช้ยางที่มีคุณภาพดี สูบลมได้ตามมาตรฐานที่กำหนด หมั่นตรวจสอบคุณภาพอย่างสม่ำเสมอ และสิ่งที่ลืมไม่ได้คือยางอะไหล่ ต้องมีไว้พร้อมในสภาพที่สามารถใช้งานได้ทันที
  • เบรก ระบบเบรกต่างๆ ต้องมีความสมบูรณ์และใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควรได้รับการตรวจเช็คก่อนออกเดินทางเช่นกัน เช่น น้ำมันเบรก จากเบรก ปั้มลมต่างๆ และควรมีน้ำมันเบรกสำรองติดเอาไว้ใช้ยามฉุกเฉินด้วย
  • กระจกส่องหลังและกระจกส่องข้าง ควรปรับสภาพให้สามารถใช้งานได้ คือมองเห็นรถยนต์ที่วิ่งตามมาได้อย่างชัดเจน ไม่เหลื่อมล้ำกัน
  • น้ำในหม้อน้ำ ควรเติมให้ได้ตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ และควรมีน้ำสำรองติดตัวไปด้วยเพื่อใช้กรณีฉุกเฉิน
  • น้ำกลั่นในหม้อแบตเตอรี่ ควรตรวจดูให้อยู่ในระดับที่กำหนดไว้ และมีน้ำกลั่นสำรองไปด้วย
  • น้ำมันเชื้อเพลิง ประมาณให้พอที่จะไปถึงจุดหมายปลายทางได้ และควรมีการคาดคะเนล่วงหน้าว่าจะแวะเติมน้ำมันที่จุดไหนบ้าง
  • น้ำมันเครื่อง ต้องตรวจดูว่ามีอยู่ในระดับหรือไม่ ต้องเติมให้พอดี อย่าเติมให้เกิน เพราะจะทำให้น้ำมันเครื่องขึ้นหัวเทียน ทำให้หัวเทียนบอดได้ และควรจะมีสำรองไว้ด้วย
  • เครื่องมือประจำรถและอะไหล่ต่างๆ ต้องมีติดรถไว้เสมอ แม้ว่าจะไม่เดินทางไกลก็ตาม เพราะยามฉุกเฉินอาจใช้ได้ทันท่วงที
  • เครื่องมือแพทย์ เอาไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน เมื่อแก้ไขรถยนต์อาจเกิดอุบัติเหตุเล็กน้อยได้

ข้อควรทราบ

ควรแจ้งหมายกำหนดการให้ผู้ที่อยู่ทางด้านต้นทางและปลายทางทราบเมื่อมีการเดินทางไกล เพื่อจะได้ตรวจเช็คเมื่อเห็นว่าผิดปรกติหรือล่าช้ากว่ากำหนด เมื่อไปถึงแล้วหากเป็นไปได้ควรแจ้งให้คนทางบ้านทราบเพื่อความสบายใจ

ข้อเตือนใจ

  • อย่าไปในเส้นทางที่ท่านไม่คุ้นเคยตามลำพัง หรือไปกับคนแปลกหน้า อย่าไว้ใจคนอื่น
  • อย่าหยุดรถในสถานที่เปลี่ยวโดยไม่มีความจำเป็น
  • คนร้ายอาจแกล้งขับรถชนท้ายของท่านในสถานทีเปลี่ยว เมื่อจอดรถลงมาเจรจาค่าเสียหายอาจใช้อาวุธปล้น ฉะนั้นควรพิจารณาถึงความปลอดภัยในการหยุดรถ ควรเดินทางต่อไปอีกเล็กน้อยจนกว่าจะพบตำรวจ หรือแหล่งชุมชนจึงหยุดรถสำรวจความเสียหาย (หากไม่รุนแรงนัก)
  • สอบถามเส้นทางจากชาวบ้านในกรณีที่ไปยังเส้นทางที่ไม่คุ้นเคย จะได้ไม่เสียเวลาย้อนรถกลับ

การขับรถเมื่อเดินทางไกล

  • การแซงรถ บางครั้งผู้ขับขี่อาจขับรถตามหลังคันอื่นเป็นระยะทางไกลๆ เพราะว่าอัตราความเร็วที่ใช้อยู่นั้นใกล้เคียงกับรถคันอื่นๆ ที่อยู่ข้างหน้า บางครั้งมีความจำเป็นต้องแซงหน้าขึ้นไป จึงควรจะแซงให้ถูกวิธีเพื่อความปลอดภัยของตนเองและผู้อื่น ตามหลักในการแซงแล้ว ก่อนจะแซงรถต้องดูให้แน่ใจว่าถนนด้านข้างว่างพอที่จะแซงหรือยัง ถ้าจะต้องการความปลอดภัยในเวลาแซงก็คือ ต้องแซงรถทางขวาเสมอ และห้ามแซงในที่คับขัน นั่นก็คือ ไม่แซงรถตรงทางแยก ไม่ควรแซงเมื่อเวลาขับรถขึ้นเนินเขาหรือลงเขา ไม่ควรแซงบนทางโค้ง และไม่ควรแซงบนสะพาน
  • การขับรถตามหลังรถคันอื่น อุบัติเหตุจำนวนมากเกิดจากการขับรถชนท้าย หรือประสานงาคันอื่น สาเหตุสำคัญประการหนึ่งคือ ผู้ขับรถคันหลังขับรถชิดคันหน้ามากเกินไป ในหลักการขับรถแล้ว ควรขับรถตามหลังโดยเว้นระยะห่าง 1 ช่วงคันรถ ทุกๆ ความเร็ว 10 กม./ชม. หรืออาจจะเว้นเป็น 2 เท่าก็ได้เพื่อความปลอดภัย

สำหรับอัตราการใช้ความเร็วขึ้นอยู่กับ

  1. ปริมาณการจราจรในขณะนั้น
  2. สภาพถนนและดินฟ้าอากาศ
  3. สภาพของรถ
  4. สภาพอารมณ์และร่างกายของผู้ขับขี่
  5. ระยะเวลาในการขับรถ
  6. ความเร็วของรถคันอื่นๆ ในขณะนั้น
  • การขับรถตามกฏจราจร กฏจราจรในบ้านเรามีอยู่มากมายที่บัญญัติขึ้นมาก็เพื่อความปลอดภัยของผู้ขับขี่และสังคมโดยรวม ผู้ขับขี่ส่วนมากจะจำกฏจราจรได้เฉพาะตอนสอบใบขับขี่เท่านั้น หลังจากนั้นก็จะลืมกฏจราจรต่างๆ แทบหมดสิ้นและไม่ให้ความสนใจต่อไปอีก อย่างน้อยการขับรถทางไกลควรใช้กฏจราจรให้เคร่งครัด ตลอดจนการให้สัญญาณต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสัญญาณมือ สัญญาณไฟ และต้องแน่ใจว่าใช้ถูกต้อง และรถคันหลังหรือหน้าสามารถเห็นสัญญาณได้อย่างชัดเจน
  • การเปลี่ยนช่องเดินรถ โดยทั่วไปผู้ขับขี่ควรขับรถอยู่ในช่องเดินรถที่มีเครื่องหมายแบ่งไว้ให้ แต่ถ้าไม่มีเส้นแบ่งช่องเดินรถเอาไว้ก็ควรจะขับรถในทางของตน ผู้ขับขี่ควรจะรู้สภาพการจราจรที่กำลังจะเกิดขึ้น และสังเกตรถคันหลังที่ตามมาด้วย ถ้าผู้ขับขี่พร้อมที่จะแซงต้องให้สัญญาล่วงหน้าก่อนเมื่อรถคันอื่นทราบความประสงค์จึงเปลี่ยนเข้าในช่องเดินรถที่ต้องการ
  • การขับรถที่ป้องกันตนเองจากอันตราย ผู้ขับขี่รถยนต์นั้นไม่ใช่แต่จะสามารถควบคุมตัวเองได้เท่านั้น แต่ต้องเป็นผู้ที่ตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา และมองไปด้านหน้า ด้านหลัง (มองกระจกหลัง) และด้านข้างตลอดเวลา
  • คนเดินเท้าในทางรถวิ่งหรือไฮเวย์บางสายไม่มีทางเท้า ฉะนั้นเมื่อเห็นคนเดินเท้าจึงควรใช้แตรและลดความเร็ว เพื่อให้คนเดินอยู่ข้างทางรู้ตัว โดยมารยาทแล้วนักขับขี่รถที่ดีไม่ควรแซงรถตรงจุดที่มีคนเดินเท้าอยู่ใกล้ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตอนกลางคืน และวันที่มีวนตกหนัก ควระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะผู้ขับขี่อาจมองไม่เป็นคนเดินเท้าได้
  • แผนที่ ถ้าผู้ขับขี่ต้องขับรถทางไกลในทางที่ยังไม่คุ้นเคย ควรจะได้รับการศึกษาแผนที่เพื่อหาทางที่จะไปได้อย่างมีจุดหมาย ไม่หลงทาง เพระแผนที่จะช่วยให้ทราบเส้นทางและลักษณะของถนน และระยะทาง ต้องคำนึงถึงเสมอว่าอย่าดูแผนที่ขณะกำลังขับรถอยู่ ควรดูก่อนเดินทาง หรือไม่ก็ให้คนอื่นที่นั่งข้างเคียงดูให้แทน

ที่มา : นิตยสารตลาดรถ Extreme ฉบับวันที่ 17 – 30 เมษายน พ.ศ. 2553

keep-car-running

MKT Team

คำถามคำตอบต่อไปนี้จะช่วยให้ท่านมีความเข้าใจถึงการดูแลรักษายางอย่างถูกวิธี

  1. ยางที่ใช้อยู่ควรจะเติมลมกี่ปอนด์ ?

    การเติมลมยางให้ได้อัตราที่ถูกต้อง คือสิ่งสำคัญและจำเป็นที่สุดของการดูแลรักษายาง ยางที่ใช้อยู่ควรสูบลมให้ได้ตามอัตราสูบลมที่โรงงานผู้ผลิตรถยนต์ได้กำหนไว้ โดยปกติแล้วอัตราสูบลมที่ถูกต้อง และเหมาะสมสำหรับรถแต่ละชนิดที่โรงงานผู้ผลิตรถยนต์กำหนดไว้นั้น จะระบุไว้ในแผ่นโลหะ หรือสติ๊กเกอร์ที่ติดไว้บริเวณสันประตูหรือเสากลางข้างตัวรถ หรือติดไว้ในช่องเก็บของภายในรถ นอกจากนั้น ยังมีระบุไว้ในหนังสือคู่มือการใช้รถอีกด้วย แต่หากท่านมิได้ใช้ยางขนาดเดียวกันกับยางที่ติดรถมา ท่านควรขอคำแนะนำเกี่ยวกับอัตราสูบลมยางที่เหมาะสมจากโรงงานผู้ผลิตรถยนต์ หรือร้านจำหน่ายยางที่ได้มาตรฐาน

    สำหรับยางอะไหล่ ท่านควรสูบลมไว้ให้มากกว่ามาตรฐาน 3 – 4 ปอนด์ และลดลงให้กลับสู่อัตราปกติ เมื่อนำไปใช้งาน
  2. การใช้ลมอ่อนเกินไปจะมีผลอย่างไรต่อยางที่ใช้อยู่ ?

    การใช้ยางที่สูบลมไว้ต่ำกว่าอัตราที่เหมาะสมถูกต้อง หรือที่เราเรียกกันสั้นๆ ว่า ลมอ่อนเกินไปนั้น นับเป็นศัตรูตัวสำคัญต่ออายุการใช้งานของยางทีเดียว อีกทั้งยังจะส่งผลเสียอย่างมากต่อยางที่ใช้อยู่ ความสามารถในการบรรทุกน้ำหนักจะลดน้อยลงกว่ามาตรฐานและสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงมากขึ้น
  3. ควรตรวจเช็คลมยางเมื่อไร ?

    ท่านควรตรวจสอบเช็คลมยางสม่ำเสมอประมาณอาทิตย์ละครั้ง หรือทุกครั้งก่อนเดินทางในขณะที่ยางยังเย็นอยู่ กล่าวคือวิ่งมาไม่เกิน 1.5 – 2.0 กิโลเมตร เพราะขณะที่รถวิ่งนั้นความดันลมในยางจะเพิ่มขึ้นตาม อุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นซึ่งเป็นเรื่องปกติ หากท่านทำการตรวจเช็คอัตราลมในขณะนั้น ก็จะได้ค่าที่ไม่ถูกต้อง ดังนั้น จึงควรตรวจเช็คอัตราลมในขณะที่ยางยังเย็นอยู่ หรือประมาณ 2 – 3 ชั่วโมงหลังการใช้งาน

    ท่านไม่ควรใช้วิธีสังเกตด้วยตาว่า ลมยางของท่านอ่อนเกินไปหรือยัง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากยางที่ท่านกำลังใช้อยู่เป็นยางเรเดียล ท่านควรตรวจเช็คลมโดยให้เกจ์วัดลมที่ได้มาตรฐาน ซึ่งสามารถหาซื้อได้จากสร้างสรรพสินค้า หรือตามร้านจำหน่ายยางที่ได้มาตรฐาน
  4. ทำไมถึงต้องมีการสลับยาง

    วัตถุประสงค์หลักของการสลับยาง ก็เพื่อให้ยางทุกเส้นมีการสึกที่เท่ากัน ดังนั้นท่านควรศึกษาคู่มือการใช้รถเกี่ยวกับคำแนะนำในการสลับยาง ซึ่งโดยปกติแล้ว ท่านควรสลับยางทุกๆ 9,000 – 13,000 กิโลเมตร หากรถของท่านเป็นรถใหม่ ท่านควรจะสลับยางในทันทีที่ท่านใช้รถครบ 10,000 กิโลเมตรแรก

    หากยางเกิดการสึกที่ไม่สม่ำเสมอ ท่านควรรีบปรึกษากับร้านผู้ชำนาญงานเพื่อตรวจเช็คศูนย์ล้อ ถ่วงล้อ ตลอดจนระบบช่วงล่างโดยทันที

    โรงงานผู้ผลิตรถยนต์ มักจะแนะนำให้เติมลมยางล้อหน้า และล้อหลังต่างกัน ดังนั้นเมื่อสลับยางเป็นที่เรียบร้อยแล้วท่านก็ต้องปรับระดับความดันลมของยางล้อหน้า และล้อหลังให้ถูกต้อง
  5. ทำไมต้องมีการถ่วงล้อ

    หากเกิดการกระจายน้ำหนักไม่ถูกต้องของยางและกะทะล้อ จะก่อให้เกิดอาการสั่นสะท้านขึ้นขณะที่รถวิ่ง อันจะมีผลเสียต่ออายุการใช้งานของยาง ระบบช่วงล่างของรถ ตลอดจนความสะดวกสบายในการขับขี่ การถ่วงล้อจะช่วยให้เกิดการกระจายน้ำหนักที่ถูกต้องของยาง และกะทะล้อ ซึ่งการถ่วงล้อก็สามารถกระทำได้ โดยเพิ่มน้ำหนักลงไป ณ จุดใดจุดหนึ่งที่ขอบกะทะล้อ
  6. เมื่อไหร่จึงควรจะถ่วงล้อ

    ยางและกะทะล้อควรส่งเข้ารับการบริการถ่วงล้อในทันทีที่ เมื่อมีการเปลี่ยนยางใหม่เมื่อมีการสลับยาง สลับกะทะล้อ เมื่อนำยางที่ใช้แล้วมาใส่กะทะล้อที่ใช้อยู่เมื่อยางแตก และได้รับการปะยางเป็นที่เรียบร้อย เมื่อมีการถอดยางออกจากกะทะล้อ หรือใส่ยางกลับเข้ากะทะล้อ เมื่อเกิดการสั่นสะท้านขณะที่รถวิ่ง เมื่อเกิดการสึกไม่สม่ำเสมอ ท่านควรส่งรถเข้ารับบริการถ่วงล้อจากร้านยางที่ได้มาตราฐานเท่านั้น
  7. การตั้งศูนย์ล้อคืออะไร

    การตั้งศูนย์ล้อ คือการทำให้ส่วนประกอบต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับระบบบังคับเลี้ยวระบบช่วงล่างล้อ และยาง ทำงานสัมพันธ์กันอย่างถูกต้อง ซึ่งจะทำให้รถวิ่งได้ตรงไม่ดึงไปทางซ้ายหรือขวา ระบบช่วงล่างและระบบบังคับเลี้ยวของรถนั้น มีชิ้นส่วนต่างๆ มากมาย ที่มีการเคลื่อนไหวขณะรถวิ่ง และย่อมจะมีการสึกหรอเกิดขึ้น ซึ่งมีผลทำให้ศูนย์ล้อผิดเพี้ยนไปจากสเป็คที่ถูกต้อง

    ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีการปรับตั้งศูนย์ล้อเพื่อให้ได้ค่าตามที่กำหนดไว้ในสเป็คของรถ นอกจากนั้น ศูนย์ล้อยังขึ้นอยู่กับความสูงของตัวรถกับพื้นถนน และการกระจายน้ำหนักลงบนล้อรถด้วย กล่าวคือ เมื่อรถถูกใช้งานนานขึ้น คอยส์สปริง บุช ลูกยางต่างๆก็เริ่มหมดอายุ ความสูงและการกระจายน้ำหนักของรถก็ผิดไปจากมาตราฐานเดิม อันจะส่งผลให้ศูนย์ล้อผิดพลาดไปจากสเป็ค เมื่อใดก็ตามที่ศูนย์ล้อไม่ถูกต้องตามสเป็คล้อรถกับตัวถังหรือล้อข้างซ้ายกับล้อข้างขวาก็จะไม่เคลื่อนที่ไปในทิศทางเดียวกัน จะเป็นผลให้รถวิ่งไม่ตรงหรือเกิดอาการแฉลบ หรือพวงมาลัยดึงไปข้างใดข้างหนึ่งทำให้ยางสึกผิดปกติ
  8. ทำไมต้องมีการปรับตั้งศูนย์ล้อ

    เพราะการที่รถมีศูนย์ล้อที่ไม่ถูกต้อง นอกจากจะทำให้ยางเกิดการสึกที่ผิดปกติแล้วยังมีผลต่อระบบควบคุมบังคับทิศทางของรถด้วย ดังนั้น หากรถของท่านที่มีอาการผิดปกติในการควบคุมบังคับทิศทางของรถ หรือท่านสังเกตุเห็นว่ายางที่ใช้อยู่มีลักษณะสึกที่ไม่สม่ำเสมอ หรือผิดปกติ ก็สามารถบ่งชี้ได้ว่าศูนย์ล้อรถของท่านจำเป็นต้องได้รับการตรวจเช็ค และปรับตั้งศูนย์ล้อแล้ว และแม้ท่านจะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการนี้ แต่ก็เป็นค่าใช้จ่ายเพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายที่ท่านจะต้องใช้ในการซื้อยางชุดใหม่ ซ่อมแซมช่วงล่าง และที่สำคัญคืออันตราย อันอาจจะเกิดขึ้นต่อทรัพย์สินและชีวิตของท่าน
  9. มีคำแนะนำอย่างไร เมื่อต้องการเปลี่ยนยางชุดใหม่

    ในการเลือกยางรถยนต์สิ่งที่ควรคำนึงถึง คือ ประเภทรถยนต์ รถยนต์หนัก รถยนต์เบา สมรรถนะความเร็วรถ ความเร็วปกติ ความเร็วสูง
    ลักษณะการขับขี่ ขับช้า ขับเร็ว หรือขับเร็วมาก สภาพพื้นผิวถนน ถนนเรียบ ถนนขรุขระ ถนนทราย สภาพภูมิอากาศ ร้อน หนาว ฝนตกชุก
    ใช้ยางกับกะทะล้อให้ถูกต้องตามที่กำหนดโดยโรงงานผู้ผลิตรถยนต์
    และกะทะที่ใช้จะต้องไม่บิดเบี้ยว หรือเป็นสนิม

    อย่าเลือกใช้ยางที่มีขนาดเล็กกว่ายางที่ติดรถมา ทั้งนี้เพราะยางที่มีขนาดเล็กกว่าย่อมมีประสิทธิภาพในการรับน้ำหนักบรรทุกได้น้อยกว่า (รวมทั้งน้ำหนักตัวรถด้วย) ฉะนั้น ควรใช้ยางให้ถูกตามขนาดที่กำหนดโดยโรงงานผู้ผลิตหรือตามคำแนะนำจากร้านจำหน่ายยางที่ชำนาญงานเท่านั้น

    ควรใช้ยางชนิดเดียวกัน ดอกเดียวกันทั้งหมด เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพในการขับขี่อย่างเต็มที่ ท่านควรตระหนักว่า ยางต่างชนิดกัน ย่อมมีโครงสร้างที่แตกต่างกัน และมีประสิทธิภาพในการใช้งานที่แตกต่างกันด้วย
    อนึ่ง หากท่านมีความจำเป็นต้องใช้ยางที่ต่างชนิด หรือดอกยางต่างกัน
    ก็ควรจะใช้ยางชนิดหรือดอกเดียวกันในเพลาเดียวกัน

    หากท่านมีความจำเป็นที่จะต้องใช้ยางต่างขนาดกัน ให้ใช้ยางที่มีซีรีส์เท่ากันในเพลาเดียวกัน และให้ใช้ยางซีรีส์ต่ำกว่าเป็นยางหลัง ส่วนยางซีรีส์สูงกว่าเป็นยางหน้า

    เมื่อท่านเปลี่ยนยางใหม่แล้วท่านควรขับรถด้วยความระมัดระวังเพื่อให้ชินกับยางชุดใหม่เสียก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะที่เบรครถ เร่งความเร็วรถ เข้าโค้ง หรือใช้รถขณะฝนตก ทั้งนี้เพราะยางชุดใหม่อาจให้ความรู้สึกที่ผิดไปจากยางชุดเก่าที่ท่านเคยใช้

    ข้อควรระวัง เกี่ยวกับความปลอดภัย การถอดหรือใส่ยางเข้ากะทะล้อ ควรกระทำโดยผู้ชำนาญงานเท่านั้น มิฉะนั้น อาจเกิดความเสียหาย และอันตรายขณะถอดใส่ได้
  10. จะทำอย่างไรเมื่อรถเกิดอาการสั่นสะท้าน

    อาการสั่นสะท้านย่อมแสดงว่า มีสิ่งผิดปกติกับรถที่ใช้อยู่และควรได้รับการแก้ไขโดยทันที มิฉะนั้นจะส่งผลเสียต่อยางที่ใช้ระบบช่วงล่าง ตลอดจนระบบพวงมาลัย เมื่อเกิดอาการสั่นสะท้านขึ้น ท่านควรตรวจเช็คการสึกของยาง เพราะลักษณะการสึกจะทำให้ท่านพอทราบถึงสาเหตุของการสั่นสะท้าน และวิธีการป้องกัน
  11. นิสัยการขับรถมีผลต่อการสึกของยางหรือไม่

    นิสัยการขับรถของแต่ละท่าน จะมีผลต่อการสึกของยางก่อนกำหนด
    ฉะนั้นเพื่อเป็นการยืดอายุการใช้งานของรถ ท่านควรหลีกเลี่ยงนิสัยการขับต่อไปนี้ ออกรถ และหยุดรถอย่างรุนแรง การหักเลี้ยวอย่างรุนแรง การขับรถปีนขอบถนน ขับเบียดฟุตบาท การขับโดยไม่หลบหลุม ก้อนหิน หรือสิ่งกีดขวาง

ข้อควรปฏิบัติบำรุงรักษายางรถยนต์
1. ตรวจเช็คลมยางทั้ง 4 ล้อ อย่างน้อย อาทิตย์ละ 1 ครั้ง
2. ควรสูบ หรือเติมลมยางมาตรฐานที่ทางโรงงานผู้ผลิตกำหนด (ขณะที่ยางเย็น)
3. การเพิ่ม หรือลดลงยางให้มีความสัมพันธ์กับน้ำหนักบรรทุก
4. เมื่อขับรถออกต่างจังหวัด หรือใช้ความเร็วสูง
ควรเพิ่มลมยางมากกว่าปกติ 3-5 ปอนด์/ตารางนิ้ว
5. อย่าลดลมยางในขณะที่ฝนตกหรือวิ่งบนถนนเปียก
เพราะอาจจะทำให้ การยึดเกาะถนนและประสิทธิภาพการรีดน้ำของดอกยางลดลงด้วย

ที่มา : goodyear.co.th

MKT Team

Ustyle02

โตโยต้า บัสส์ ขอเชิญนิสิต นักศึกษาร่วมประกวดออกแบบลวดลายสติกเกอร์รถ TOYOTA รุ่น Yaris Vios และ Altis ชิงทุนการศึกษา รวมมูลค่ากว่า 200,000 บาท พร้อมโล่ประกาศเกียรติคุณ

Concept สร้างสรรค์ผลงานจากแรงบันดาลใจ โดยมีคำว่า BUZZ และตัวผึ้ง Logo เป็นองค์ประกอบเรื่องราว จาก 1 ใน 3 หัวข้อคือ

  • รักษ์โลก
  • รักกัน
  • รักรถ

ที่แปลกใหม่ โดดเด่น สื่อสารได้เข้าถึง Life Style ของคนรุ่นใหม่ ที่มีความเหมาะสมกับการใช้งาน สามารถผลิตชิ้นงานได้จริงของรถ TOYOTA 3 รุ่น คือ

  • YARIS
  • VIOS
  • ALTIS

ในรุ่นรูปโฉมปัจจุบัน

คุณสมบัติ นิสิต นักศึกษา ระดับปริญญาตรี ทุกคณะ ทุกชั้นปีจากมหาวิทยาลัยต่างๆ ในกรุงเทพฯ ทีมละ 3 – 5 คน พร้อมตั้งชื่อทีมในการเข้าร่วม

รางวัล

รางวัลที่ 1 ทุนการศึกษา มูลค่า 20,000 บาท พร้อมโล่ประกาศเกียรติคุณ
รางวัลที่ 2 ทุนการศึกษา มูลค่า 10,000 บาท พร้อมเกียรติบัตร
รางวัลที่ 3 ทุนการศึกษา มูลค่า 5,000 บาท พร้อมเกียรติบัตร
รางวัลพิเศษ ผู้ผ่านเข้ารอบคัดเลือกจำนวน 30 ทีม ได้รับทีมละ 1,000 บาท
รางวัลพิเศษ แบบที่นำมาใช้จริง จำนวน 9 ทีมแรกจะได้รับทีมละ 2,000 บาท
รางวัล Vote จากลูกค้า TOYOTA BUZZ สูงสุดแต่ละรุ่นรับทีมละ 2,000 บาท

กติกาการออกออกแบบ

  • ผลงานที่ส่งเข้าประกวดต้องเป็นผลงานต้นฉบับ ไม่เคยเสนอที่ใด ไม่เคยได้รับรางวัล และไม่ละเมิดลิขสิทธิ์ผลงานของผู้อื่น
  • ผลงานที่ส่งเข้าประกวด บริษัท โตโยต้า บัสส์ จำกัด และบริษัทในเครือ เป็นผู้ถือสิทธิในการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์และจัดแสดงผลงาน หรือจัดกิจกรรมต่างๆต่อไป
  • การตัดสินของคณะกรรมการถือเป็นที่สิ้นสุด
  • เสนอผลงานได้มากกว่า 1 ชิ้น แต่จะได้รับสิทธิ์รับรางวัลสูงสุดเพียง 1 รางวัล

ขั้นตอนการประกวด

  • Download ใบสมัคร / Layout ลายเส้น / Logo ตัวผึ้งก่อนการออกแบบได้ที่ www.toyotabuzz.com หรือรับใบสมัครได้ที่เคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ บริษัท โตโยต้า บัสส์ จำกัด (สาขา เกษตร - นวมินทร์)
  • กรอกรายละเอียดในใบสมัครพร้อมแนบเอกสาร สำเนาบัตรนักศึกษา พร้อมลงนามรับรองสำเนา และส่งมาที่ บริษัท โตโยต้า บัสส์ จำกัด ( สาขาเกษตร - นวมินทร์)
  • นำเสนอชิ้นงานในลักษณะรูปด้าน Perspective เป็นภาพสี และมีความชัดเจนในรูปแบบ Digital ไฟล์ ประเภท illustrator , Corel Draw หรือ Photoshop ที่มีความละเอียดไม่ต่ำกว่า 150 dpi. ที่ขนาดจริงพร้อมภาพพิมพ์ตัวอย่างแบบ โดยละเอียด แต่ละภาพต้องประกอบด้วยภาพ 5 แผ่น ดังนี้
    • ภาพด้านข้างซ้าย
    • ภาพด้านข้างขวา
    • ภาพด้านหน้า
    • ภาพด้านหลัง
    • ภาพด้านบน
    • คำอธิบายแนวคิด
  • ส่งผลงานทางไปรษณีย์ หรือ ส่งด้วยตนเองที่ บริษัท โตโยต้า บัสส์ จำกัด เลขที่ 2 ถ.ประเสริฐมนูกิจ เสนานิคม จตุจักร กทม. 10900
  • ทีมที่ผ่านการคัดเลือกต้องนำเสนอผลงานในวันตัดสินและมอบรางวัล

กำหนดการ

รับสมัคร - ส่งผลงาน 10 ม.ค. - 15 ก.พ. 53
โชว์ผลงานเข้าประกวดให้ร่วมโหวต 20 ก.พ. - 28 ก.พ. 53
ประกาศผลรอบคัดเลือก 5 มี.ค. 53
ทีมที่ได้รับคัดเลือกเสนอผลงานและประกาศผลการตัดสิน 13 มี.ค. 53
ผลิตชิ้นงานออกประชาสัมพันธ์จริงภายใน 30 มี.ค. 53

เกณฑ์การตัดสิน

1. ความคิดสร้างสรรค์ในการออกแบบ 30 คะแนน
2. สวยงาม 30 คะแนน
3. สื่อสารกับผู้ที่พบเห็นได้เป็นอย่างดี 30 คะแนน
4. ผลโหวตจากลูกค้าที่มาร่วมโหวตที่บัสส์ 10 คะแนน

กรรมการตัดสิน

  • ตัวแทนจาก Club รถ YARIS , VIOS , ALTIS
  • นักออกแบบ Creative Design จากนิตยสารชั้นนำ
  • ตัวแทนจากบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด
  • ตัวแทนจากบริษัท โตโยต้า บัสส์ จำกัด

>>> Download ใบสมัคร <<<

MKT Team

ปิดท้ายกิจกรรม TOYOTA BUZZ Maketing Model 2009 ด้วยการพาน้องๆ ที่เข้ารอบ 10 ทีมสุดท้ายไปเยี่ยมชมโรงงานผลิตรถยนต์โตโยต้า ณ โรงงานบ้านโพธิ์ จ.ฉะเชิงเทรา พร้อมๆกันกับพนักงานของบริษัทโตโยต้า บัสส์อีกสิบกว่าชีวิตในวันที่ 2 พฤศจิกายน 2552 ที่ผ่านมา

แวะมนัสการหลวงพ่อโสธร

เราเริ่มออกเดินทางจากโชว์รูม โตโยต้า บัสส์ ในเวลาประมาณ 09.30 น. ใช้เวลาเพียงแค่ไม่ถึงสองชั่วโมงเท่านั้นก็ถึงวัดโสธรวรวิหาร แวะมัสการหลวงพ่อโสธรเพื่อความเป็นศริมลคล เมื่อได้เวลาก็ออกเดินทางต่อเพื่อไปชมศิลปะการปั้นทรายที่ปราสาทรายซึ่งไม่ไกลจากวัดนัก จากนั้นก็แวะฝากท้องไว้กับร้านอาหารป้าหนู ณ ตลาดบ้านใหม่

 ปราสาทรายตลาดบ้านใหม่

  

จะกระทั่งเวลาป่ายโมงกว่าๆ คณะเดินทางก็เดินทางมาถึงโรงงานผลิตรถยนต์โตโยต้าร์ อ.บ้านโพธิ์ จ.ฉะเชิงเทรา

นับตั้งแต่บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ประเทศไทยได้เข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศไทย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2505 และมีการขยายตัวทางธุรกิจต่อเนื่องตามลำดับ เป็นบริษัทชั้นนำของโตโยต้าในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค และเครือข่ายโตโยต้าทั่วโลก โดยมีโรงงานประกอบรถยนต์ 2 แห่ง  ได้แก่ โรงงานประกอบรถยนต์สำโรง จ.สมุทรปราการ และโรงงานประกอบรถยนต์เกตเวย์ จ.ฉะเชิงเทรา ทำการผลิตรถยนต์นั่ง รถกระบะ และรถอเนกประสงค์ ที่ครองใจลูกค้าชาวไทย และลูกค้าทั่วโลก  ในช่วงระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด มีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ควบคู่ไปกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศไทย โดยมีปริมาณการผลิตเพื่อการจำหน่ายในประเทศ และส่งออกจำนวน 140,151 คัน ในปี พ.ศ.2545  และเพิ่มสูงขึ้นเป็นกว่า 439,394 คัน ในปี 2549

โดยทางโตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่นให้เล็งเห็นความสำคัญของการส่งเสริมความแข็งแกร่งของอุตสาหกรรม และเศรษฐกิจของประเทศไทย ซึ่งโรงงานบ้านโพธิ์นี้กล่าวได้ว่าเป็นแม่แบบของโรงงานที่มีเทคโนโลยีที่ทันสมัยในอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์แห่งหนึ่งของโลก ใส่ใจสิ่งแวดล้อม นำเทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้ามาใช้ในโรงงานในอ้านการอนุรักษ์พลังงาน การจัดการมลภาวะ

โรงงานบ้านโพธ์แห่งนี้นับเป็นโรงงานประกอบรถยนต์แห่งที่ 3 ของโตโยต้า ในประเทศไทย โดยเริ่มเปิดสายการผลิตเมื่อวันที่ 12 มกราคม 2550 มีกำลังการผลิตใจระยะแรก 100,000 คันต่อไป ทำการประกอบรถกรบะไฮลักซ์ เพื่อการตลาดภายในประเทศและการส่งออก และด้วยการนำเทคโนโยลีเพื่อสิ่งแวดล้อมมาใช้ ผนวกกับเทคโนโลยีที่ทันสมัย จึงกล่าวได้ว่าโรงงานบ้านโพธิ์เป็นโรงงานที่ทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชีย

การเข้าเยี่ยมชมโดยบริษัทโตโยต้า บัสส์นั้น ก็ได้มีโอกาสเข้าฟังบรรยาย และเข้าชมสายพานการผลิตรถยนต์รุ่นไฮลักซ์ วีโก้ในส่วนของการประกอบเป็นตัวถัง ซึ่งน้องๆที่ได้เข้าร่วมเยี่ยมก็ได้มีโอกาสเห็นตั้งแต่ตัวช่วงล่างเปล่าๆของรถยนต์ จนกระทั่งเสร็จสมบูรณ์เป็นรถกระบะพร้อมส่งไปยังตัวแทนจำหน่ายและส่งต่อไปยังลูกค้าต่อไป

และในที่สุดการจัดกิจกรรม TOYOTA BUZZ Marketing 2009 ก็เสร็จสมบูรณ์เป็นอันที่เรียบร้อยแล้ว ทางคณะผู้จัดกิจกรรมและบริษัทโตโยต้า บัสส์จำกัดก็ได้แต่หวังว่ากิจกรรมนี้จะมีส่วนช่วยเสริมสร้างความรู้ และประสบการณ์แก่น้องๆนิสิต นักศึกษาทุกคน รวมไปถึงการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างทางโตโยต้า บัสส์ กับน้องๆ นิสิต นักศึกษาต่อไป

MKT Team

ช่วงนี้ฝนตกทั่วฟ้า หลายวันติดต่อกัน ส่งผลให้ท้องถนนหลายๆแห่งทั้งในเมืองกรุงและต่างจังหวัดต่างกลายสภาพเป็นคลองชั่วคราว วันนี้ผมไปเจอเทคนิคการขับรถลุยน้ำมาฝากกันครับ

  1. ขับผ่านน้ำด้วยความรวดเร็วเพราะกันชนหน้ากับล้อรถจะช่วยแหวกน้ำไม่ให้เข้าถึงประตู
  2. อย่าขับรถถอยหลังขณะลุยน้ำถ้าไม่จำเป็นเพราะด้านหลังของรถจะมีลักษณะตั้งฉากเมื่อถอยหลังจะทำให้น้ำไหลสวนกลับกับวงปิดประตู
  3. เปิด กระจกไว้เพื่อให้อากาศภายนอกเข้ามาภายในรถแล้วซึ่งจะทำให้อากาศภายนอกเข้ามา ดันน้ำในรถไว้ไม่ให้เข้ามาภายในรถ(ใช้หลักการเหมือนเรือที่มีอับเฉาอะครับ)
  4. อย่าจอดรถแช่น้ำไม่ว่ากรณีใดๆเพราะจะทำให้น้ำค่อยๆซึมเข้ามาในรถในช่วงที่เราจอดและเมื่อน้ำเข้ามาได้แล้วมันจะเข้ามาเรื่อยๆ
  5. ห้าม ดับเครื่องในขณะจอดแช่น้ำเพระเมื่อเราดับเครื่องสูบบางสูบอยู่ในจังหวะคลาย เมื่อดับเครื่องจะทำให้ลูกสูบวิ่งสวนทางประมาณครึ่งรอบทำให้สูบจะดูดน้ำกลับ เข้ามาทางท่อไอเสีย
  6. อย่าเปียนเกียร์บ่อยๆในขณะลุยน้ำเพราะเมื่อเราเปลี่ยนเกียร์ในห้องเกียร์จะ มีการดูดอากาศกลับเข้ามาทางจมูกเกียร์ซึ่งเราไม่สามารถทราบได้เลยว่าน้ำได้ ท่วมรูจมูกเกียร์ไปเรียบร้อยแล้วหรือยัง

    04
  7. อย่าทำรถให้เป็นภาวะสุญญากาศเพราะเมื่อรถเป็นภาวะสุญญากาศจะทำให้น้ำไหลเขามาแทนที่อากาศในรถ
  8. อย่า เปิดเครื่องปรับอากาศในขณะที่รถอยู่ในน้ำเพราะจะทำให้พัดลมไฟฟ้าหน้าเครื่อง ทำงานซึ่งพัดลมนี้จะดูดเศษวัสดุเข้ามาทางหน้ารถแล้วอาจจะทำใหเศษวัสดุนั้นไป ขัดบใบพัดลมก่อให้เกิดความเสียหายได้  ในกรณีคอมเพรสเซอร์แอร์ก็เช่นกัน   น้ำอาจจะเข้าไปในระบบสนามแม่เหล็ก(ครัชแอร์)ทำให้เกิดการช็อตเสียหายได้
  9. ปิด อุปกรณไฟฟ้าทุกขนิดที่มีอยู่ในรถเปิดไว้แต่ไฟหน้ารถเพียงอย่างเดียว    ไม่ว่ากรณีใดๆก็ตามในการลุยน้ำต้องเปิดไฟหน้าเพราะจะช่วยให้เราเห็นสภาพใต้ น้ำได้
  10. เมื่อขับรถพ้นน้ำมาแล้วให้แตะเบรคเบาๆแช่ไว้ประมาณ3-4ครั้งเพื่อเป็นการรีดน้ำออกจากจานเบรค
  11. เมื่อ ขับรถผ่านน้ำมาเรียบร้อยแล้วให้ออกมาตรวจดูรถโดยรอบว่ามีเศษวัสดุอะไรติดมา กับรถของท่านหรือปล่าวโดยเฉพาะบริเวณกระจังหน้าและห้องเครื่องเพราะพัดลม เครื่องจะดูดเศษสดุเข้ามา
  12. ตรวจ ดูน้ำมันเครื่อง   น้ำมันเกียร์-เฟื่องท้าย   ว่ามีสีอะไรถ้าน้ำมันเหล่านี้มีสีลักษณะคล้ายๆกับน้ำนมควรรีบเปลี่ยนและล้าง โดยด่วน

The-Flood-Bangkok-0

ที่มา http://bbznet.pukpik.com