MKT Team
การบำรุงรักษารถยนต์ตามระยะทางที่กำหนด มีแต่สิ่งที่ดี
การบำรุงรักษารถยนต์ตามระยะทางถือเป็นเรื่องจำเป็น โดยทางผู้ผลิตรถยนต์ได้กำหนดไว้ 2 ลักษณะด้วยกัน คือ
1. ระยะเวลา(นับตั้งแต่วันที่ออกรถ)
2. ระยะทาง (ที่วิ่งใช้งานไปแล้ว)
หากมีการใช้รถน้อย ก็ให้คำนวณจากระยะเวลา แต่ถ้าใช้รถยนต์เป็นปกติถึงมาก ก็ให้คิดจากระยะทางปัจจุบัน (บนมาตรวัด) หรือ แล้วแต่ระยะใดถึงก่อนก็ได้ครับ การนำรถเข้าตรวจเช็คตามระยะทางที่กำหนด จะเกิดประโยชน์อย่างมากแก่ผู้ใช้รถ ชิ้นส่วนต่างๆย่อมมีการซ่อม, เปลี่ยน หรือ บำรุงรักษาตามกำหนด ก็จะส่งผลให้มีการใช้งานได้ยาวนาน ซึ่งช่วยประหยัดในด้านต่างๆเป็นอย่างดี และไม่เป็นที่จะต้องซ่อมบ่อย เพื่อรถยนต์ของท่านพร้อมใช้งานอยู่ตลอดเวลา รวมถึงสมรรถนะสูงสุดด้วย ดังนั้น ควรนำรถยนต์ของท่านเข้าเช็คระยะที่ศูนย์บริการตามที่กำหนด แล้วท่านเจ้าของรถจะพบสิ่งที่ดีๆ ดังนี้
1. ประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง
เพราะ การบำรุงรักษารถยนต์อยู่เสมอ หรือ เครื่องยนต์อยู่เสมอ ทำให้ชิ้นส่วนของเครื่องยนต์ที่เกี่ยวข้องกับระบบเชื้อเพลิง หรือ อัตราการสิ้นเปลืองนั้นมีประสิทธิภาพการทำงานที่สมบูรณ์ ไม่ว่าจะเป็นของระบบเชื้อเพลิงเอง หรือ ตัวเครื่องยนต์ก็แล้วแต่ การที่จะสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงน้อยหรือมากนั้น ขึ้นอยู่กับส่วนประกอบหลายอย่าง ส่วนประกอบบางอย่างจำเป็นต้องเปลี่ยนทุกๆระยะ หากมีการตรวจพบก็ควรรีบทำการเปลี่ยน หรือ มีการทำงานที่ผิดปกติจากชิ้นส่วนนี้ก็ต้องเปลี่ยนเช่นกัน ถ้าสิ่งนั้นเกี่ยวข้องกับการสิ้นเปลืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้น อย่างน้อยที่สุดหลังจากที่ได้ตรวจเช็ค 1,000 กิโลเมตรแรกไปแล้ว ควรนำรถเข้าตรวจเช็คทุก 10,000 กิโลเมตร ครับ รายการต่างๆที่กระทำทุกระยะทางนั้น จะเกิดผลดีอย่างมากต่อเจ้าของรถยนต์และตัวรถยนต์ด้วย ดังนั้นเพื่อความเข้าใจมากขึ้น ขอเสนอตัวอย่างบางรายการในรูปแบบของตาราง ดังนี้
ระยะตรวจเช็ค ระยะการใช้งาน
1,000 กม. 1 เดือน
10,000 กม. 6 เดือน
20,000 กม. 12 เดือน
30,000 กม. 18 เดือน
40,000 กม. 24 เดือน
50,000 กม. 30 เดือน
60,000 กม. 36 เดือน
70,000 กม. 42 เดือน
80,000 กม. 48 เดือน
90,000 กม. 54 เดือน
100,000 กม. 60 เดือน
เพื่อให้รถของท่านคงสมรรถนะสูงสุด ควรนำรถเข้าตรวจเช็คตามตารางการบำรุงรักษาเสมอ ตามเงื่อนไขระยะทางหรือระยะเวลา อย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งถึงกำหนดก่อน ทั้งหมด 10 ระยะ เพื่อรักษาสิทธิ์ในการรับประกัน 3ปี/100,000 กม.
หมายเหตุ : การเช็คระยะตั้งแต่ 1,000-50,000 กม. ลูกค้าไม่ต้องเสียค่าแรงเช็ค (ยกเว้น ค่าอะไหล่,เคมีภัณฑ์)

ขอกล่าวถึงเรื่องประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งเป็นแค่จุดที่หลายคนมองข้ามกันไป นั่นก็คือ เปลี่ยนน้ำมันเครื่องช่วยประหยัดเชื้อเพลิงได้ครับ การเปลี่ยนถ่ายนำมันเครื่องจะต้องมีการเปลี่ยนถ่ายทุกๆระยะอยู่แล้ว ดังนั้น ท่านสามารถนำตรงส่วนนี้เป็นเกณฑ์ในการนำรถเข้าตรวจเช็คที่ศูนย์บริการได้อีกทางหนึ่งครับ
2. ยืดอายุการใช้งานของรถยนต์
เพราะ คำว่ายืดอายุการใช้งานของรถยนต์ มิใช่คำว่า ยืดอายุการใช้งานของชิ้นส่วนนะครับ หมายถึง รถยนต์ทั้งคัน นั่นก็หมายความว่า สัมพันธ์กันทุกชิ้นส่วนนั่นเอง หากไม่มีการบำรุงรักษาตามระยะทางที่กำหนด ชิ้นส่วนบางชิ้นส่วนเป็นสาเหตุที่ให้ท่านไม่สามารถใช้รถยนต์ได้ถึงแม้จะเป็นแค่จุดเล็กน้อยก็ตาม ตราบใดมีการบำรุงรักษาและเปลี่ยนชิ้นส่วนตามระยะเวลาที่กำหนด จะเป็นผลให้ประสิทธิภาพของการทำงานจากชิ้นส่วนเหล่านั้นทำงานได้อย่างสมบูรณ์เหมือนเดิม เมื่อทุกชิ้นส่วนไม่มีปัญหา ย่อมส่งผลให้ตัว “รถยนต์” คงทนยิ่งขึ้นพร้อมกับใช้งานได้ยาวนานขึ้นครับ ดังนั้น เห็นสมควรว่าน่าจะนำรถเข้าเช็คยังศูนย์บริการทุกระยะทางที่กำหนดครับ
3. ขับขี่ได้อย่างสบายใจไร้กังวล
เพราะ ตัดปัญหาต่างๆที่จะเกิดขึ้นขณะใช้รถยนต์ออกไปได้เลย เจ้าของรถทุกท่านต่างก็มีไว้เพื่อพร้อมใช้งานตลอดเวลา หากมีเหตุการณ์รีบด่วนที่จะต้องใช้รถยนต์ (ขอให้คำนึงถึงกันมากๆครับ) แล้วใช้งานไม่ได้ จะทำอย่างไร? รถยนต์แต่ละคันมีชิ้นส่วนมากมายและหลายระบบมันเป็นการยากที่เจ้าของรถหรือผู้ดูแลรถจะเข้าใจถึงสิ่งต่างๆได้ ยิ่งปัจจุบันใช้เทคโนโลยีที่สูงมากที่บรรจุอยู่ในรถยนต์ จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องอาศัยเครื่องมือพิเศษบวกกับผู้ชำนาญงานถึงจะเข้าใจถึงระบบเหล่านั้น ดังนั้น ควรนำรถเข้าตรวจเช็คตามระยะเวลาที่กำหนด หากมีสิ่งใดที่ขัดข้องหรือชำรุด จะได้ทำการแก้ไขทันเวลา ซึ่งหากเจ้าหน้าที่ตรวจพบสิ่งใดผิดปกติ ก็จะแจ้งให้เจ้าของรถยนต์ทราบ ส่วนการที่จะลงมือซ่อมหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับเจ้าของรถครับ ทางเจ้าหน้าที่ไม่สามารถกระทำโดยพละการได้ครับ
4. ปลอดภัย
เพราะ ความสมบูรณ์ของรถยนต์ นำมาซึ่งความปลอดภัยในการใช้รถยนต์นั่นเองครับ ระบบต่างๆที่มีความสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นระบบเบรก (คงไม่มีใครขับรถยนต์โดยไม่ได้ใช้เบรกนะครับ) เป็นส่วนที่สำคัญมากระบบหนึ่ง หากไม่มีการบำรุงรักษาตามกำหนด อาจนำมาซึ่งอุบัติเหตุได้ ยกตัวอย่าง เช่น มีการตรวจพบว่า ผ้าเบรกใกล้หมด แล้วยังไม่ทำการเปลี่ยนใหม่
สังเกตไหมครับว่า 1. เบรกไม่ค่อยอยู่ 2. แรงที่ใช้ในการเบรกมากขึ้น, 3. ระยะทางที่ใช้ในการเบรกมากขึ้น จุดนี้เอง หากมีการเบรกกะทันหัน โอกาสเกิดอุบัติเหตุมีอย่างแน่นอน ขอยกตัวอย่างอีกกรณีหนึ่ง คือ หลังจากมีการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่พบว่า ยางล้อรถยนต์เสื่อมสภาพหรือถึงอายุกำหนดเปลี่ยนใหม่ แต่ท่านไม่เปลี่ยน หากมีการระเบิดของยางย่อมเสียการทรงตัว โอกาสเกิดอุบัติเหตุก็มีอีกเช่นกัน ขอให้ผู้อ่านคำนึงถึงความปลอดภัยด้วยครับ วิธีที่ขอแนะนำ เพียงแต่เจ้าของรถยนต์นำรถเข้าตรวจเช็คตามระยะทางที่กำหนดเท่านั้นแล้ว ท่านจะพบกับสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นกับรถยนต์ของท่าน ว่าสิ่งไหนควรรีบทำ อันไหนใกล้เสื่อมสภาพอะไรทำนองนี้ ดังนั้น นำรถเข้าตรวจเช็คยังศูนย์บริการตามระยะทางที่กำหนดเป็นดีที่สุดครับ


5. ไว้วางใจได้
เพราะ ในการตัดสินใจซื้อรถยนต์สักคันหนึ่ง แน่นอนจะต้องถูกใจผู้ใช้รถ เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องแล้ว รถยนต์แต่ละคันมีขั้นตอนการผลิตอย่างเข้มงวด หลังจากมีการจำหน่ายแล้วการบริการหลังการขายถือเป็นเรื่องสำคัญ เจ้าของรถควรนำรถเข้าตรวจเช็คตามกำหนดครับ การบริการจะต้องเป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศหรือทั่วโลก ขั้นตอนการดำเนินการของศูนย์บริการมีการทำงานอย่างเป็นระบบ มีแบบแผน อะไหล่ภายในศูนย์บริการก็เป็นของแท้ทุกชิ้น รับรองโดย บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ คอร์เปอร์เรชั่น ประเทศญี่ปุ่น และของประเทศไทย เรื่องที่จะมีของเทียมหรือของปลอมหมดสิทธิ์ครับ ความสามารถในการแก้ไขปัญหารถยนต์ก็ตรงจุด ทำให้ผู้ขับขี่หรือเจ้าของรถใช้รถยนต์ได้อย่างสบายใจ ในเรื่อง ค่าแรง ค่าอะไหล่ ก็เป็นมาตรฐานเดียวกันครับ การรับประกันสามารถเข้าตรวจเช็คหรือเตลมได้ทั่วประเทศ ตามข้อกำหนดโดยมีมาตรฐานเดียวกันครับ หากมีการขัดข้องเกิดขึ้นกับรถยนต์ของท่านให้นำรถเข้าศูนย์บริการ แต่อย่าลืมนำบัตร Smart Card ไปด้วยเท่านั้นครับ ดังนั้น ควรนำรถเข้าตรวจเช็คตามระยะทางที่ศูนย์บริการกำหนดเป็นดีที่สุดครับ
6. ได้รับประกันตามเงื่อนไข
เพราะ การนำรถเข้าตรวจเช็คยังศูนย์บริการตามกำหนดทุกระยะนั้น ท่านเจ้าของรถจะได้รับประโยชน์จากงานรับประกันอย่างเต็มที่ ถึงแม้ ศูนย์บริการนั้น มิได้เข้าตรวจเช็คหรือบริการเป็นประจำก็ตาม ทางบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด สามารถทำการตรวจสอบได้ทั้งหมดครับ การรับประกันจะครอบคลุมรถยนต์ที่ออกจากโรงงาน และอุปกรณ์ตกแต่งที่ติดตั้งเพิ่มเติมจากตัวแทนจำหน่ายอีกด้วย ข้อมูลของการรับประกัน ผู้อ่านศึกษาได้จากคู่มือที่มาพร้อมกับตัวรถยนต์ครับ ด้านคูปองฟรีค่าแรงในการเช็คระยะทาง 1,000 , 10,000 , 20,000 , 30,000 , 40,000 และ 50,000 กิโลเมตร นั้น ข้อมูลอยู่ในบัตร Smart Card ครับ ดังนั้น เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด ให้นำรถเข้าตรวจเช็คตามระยะที่กำหนดได้ที่ศูนย์บริการครับ
7. ถูกต้องตามกฎหมาย
เพราะ การผลิตรถยนต์จำเป็นอย่างยิ่งจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายของประเทศนั้นๆ ประเทศไทยก็เช่นเดียวกัน รถยนต์แต่ละคันมีข้อกำหนดมากมาย เช่น การปล่อยมลพิษ, ระดับเสียงดัง, ความสูงของรถ , ระดับไฟหน้า เป็นต้น ไม่ว่าจะเป็นสิ่งใด รถยนต์ที่ออกมาจากโรงงานถือว่าเป็นมาตรฐานและถูกต้องตามกฎหมายครับ การดำเนินการของศูนย์บริการไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดก็จะมีมาตรฐาน ซึ่งเป็นไปตามกฎหมายกำหนดเช่นเดียวกันครับ หากทุกคนเคารพในกฎหมาย สังคมจะมีความสุข ดังนั้น ควรนำรถเข้าตรวจเช็คที่ศูนย์บริการตามระยะที่กำหนดครับ
ท้ายนี้ การนำรถเข้าตรวจเช็คตามระยะที่กำหนด ทางผู้ผลิตได้คำนวณมาเป็นอย่างดีแล้ว เพื่อให้รถยนต์ของท่านมีประสิทธิภาพที่ดีตลอดเวลา การใช้งานยาวนานคุ้มค่ากับเงินที่ต้องจ่ายไป ซึ่งปัจจุบันราคาน้ำมันเชื้อเพลิงมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น อะไรก็แล้วแต่ที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์ ที่ทำให้ประหยัดได้ ควรจะดำเนินการตามนั้น แล้วทุกๆท่านจะใช้รถยนต์ได้อย่างคุ้มค่าสูงสุดครับ

ด้วยความห่วงใยจากเรา ชาวโตโยต้าบัสส์
MKT Team

7 วิธีขับรถประหยัดรับหน้าฝน

ใครที่มีความจำเป็นต้องเดินทางใช้รถใช้ถนนในช่วงฝนตกนี้ อาจจะต้องทำใจกันหน่อย หากรถจะติดมากกว่าเดิม เพราะฝนที่ตั้งใจเทกระหน่ำลง มาติดๆกันหลายวัน ชนิดที่ทำเอาข้าวของ แผ่นป้ายโฆษณาได้รับความเสียหายหลายๆแห่ง นอกจากเสียเวลาแล้ว ยังทำให้สิ้นเปลืองน้ำมันมากขึ้นตามไปด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงนี้ราคาน้ำมันยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ประชาชนผู้ขับขี่รถยนต์ ต้องแบกรับภาระจากผลกระทบของราคาน้ำมันที่มาเร็วกว่าทุกครั้ง

วันนี้เรามี "7 วิธีที่ประหยัดน้ำมันต้อนรับฤดูฝน" มาฝากกันครับ

1. หลีกเลี่ยงการเดินทางในช่วงเวลาหลังฝนตกใหม่ๆ
โดยหันมาใช้การติดต่อกันทางโทรศัพท์ อีเมล์ หรือหันมาใช้บริการขนส่งสาธารณะ เช่น รถไฟฟ้า BTS รถไฟฟ้าใต้ดินแทนก็จะสะดวกและประหยัดน้ำมัน ทั้งยังช่วยลดปัญหาการจราจร ที่ติดขัด เพราะหากผู้ใช้รถยนต์จำนวนร้อยละ 1 จากจำนวน รถทั้งหมด 8 ล้านคัน หันมาใช้บริการขนส่งสาธารณะจะช่วยประหยัดน้ำมันได้ปีละ 83 ล้านลิตร หรือคิดเป็นเงินประมาณ 2,500 ล้านบาท
(ราคาน้ำมัน 30 บาท ต่อลิตร)

2. ตรวจเช็คเครื่องยนต์ให้พร้อมก่อนเดินทาง
หากมีความจำเป็นต้องเดินทางช่วงฝนตก ควรตรวจเช็คเครื่องยนต์เป็นพิเศษ เพราะหากรถดับหรือเสีย ขณะการเดินทางจะทำให้เสียเวลาและทำให้การจราจรติดขัดยิ่งขึ้น ทั้งนี้สิ่งที่ควรได้รับการตรวจเช็คเป็นพิเศษคือ ระดับน้ำกลั่นแบตเตอรี่ เพราะหากน้ำแห้งแบตเตอรี่จะไม่สามารถทำงานได้ โดยผลที่ได้รับคือรถสตาร์ทไม่ติด

3. ตรวจเช็คเส้นทางให้พร้อมก่อนเดินทาง
โดยเลือกเส้นทางการจราจร ที่ใกล้ที่สุดหรือตรวจสอบเส้นทางได้จากรายการวิทยุ สวพ.91 จส.100  หรือโทร.1197 เพื่อให้ไปถึงจุดหมายโดยใช้ระยะทางที่ใกล้ไม่หลงทาง ช่วยทำให้ประหยัดน้ำมัน และควรเตรียมหมายเลขโทรศัพท์ของหน่วยงานบริการ ช่วยเหลือ กรณีรถเสียระหว่างทาง เช่น สถานีวิทยุชุมชน ร่วมด้วยช่วยกัน 1167

4. ตรวจเช็คลมยางและสภาพยางให้ได้มาตรฐาน
โดยตรวจเช็คลมยางอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง เพราะหากลมยางต่ำกว่ามาตรฐาน จะทำให้การขับขี่สิ้นเปลืองน้ำมันประมาณร้อยละ 2 และหากสภาพยางไม่ได้มาตรฐานจะทำให้ประสิทธิภาพในการเบรคลดลง ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สิน

5. ตรวจเช็คผ้าเบรค
เพราะช่วงหน้าฝนถนนลื่นกว่าปกติ ทำให้ต้องแตะเบรคบ่อยครั้ง โดยผู้ขับขี่ควรสังเกตจากเสียงขณะเบรค หรือเบรคแล้วรถไม่หยุดในระยะปกติ ซึ่งทำให้เปลืองน้ำมันประมาณวันละ 400 ซีซี ฉะนั้นผู้ขับขี่ควรเปลี่ยนผ้าเบรคใหม่เพื่อช่วยประหยัดน้ำมัน

6. ตรวจเช็คความเร็ว
หากใช้ความเร็วสูงเกิน 90 กิโลเมตร/ชั่วโมงในขณะขับรถจะทำให้สิ้นเปลืองน้ำมันประมาณร้อยละ 10-25 ดังนั้นควร ขับรถความเร็วที่ระดับ 80-90 กิโลเมตร/ชั่วโมง เพื่อลดอุบัติเหตุและช่วยประหยัดน้ำมัน

7. ตรวจเช็คความเย็น
ลดอุณหภูมิโดยไม่ปรับแอร์ในรถให้เย็นเกินไป เพราะหน้าฝนอากาศเย็น และควรปิดแอร์ก่อนถึงที่หมาย 2-3 นาที ซึ่งจะช่วย ประหยัดน้ำมันได้ 30 ซีซี แต่หากไม่ใช้แอร์เลยตลอดการเดินทาง 20-30 นาที จะประหยัดน้ำมันได้ 300 ซีซี

การตรวจเช็ครถยนต์อย่างสม่ำเสมอเป็นการช่วยประหยัดน้ำมันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นหากปฏิบัติได้ครบทั้ง 7 วิธี จะช่วยผู้ใช้ ้รถยนต์ประหยัดน้ำมัน ประหยัดเงิน และขับขี่ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

7 วิธีขับรถประหยัดรับหน้าฝน ที่มา www.vcharkarn.com

MKT Team

Navigator หรือ GPS ไม่ว่าจะเรียกแบบใด ขอให้เข้าใจกันเป็นภาษาไทยง่ายๆ ว่าคือ ระบบแผนที่นำทาง ซึ่งในปัจจุบันเราเริ่มเห็นคนหันมาใช้งานกันมากขึ้น รวมถึงเริ่มมีผู้จำหน่ายมากมายพร้อมกับการอวดอ้างสรรพคุณการใช้งานได้อย่างล้นฟ้า ทั้งที่ความจริง เรารู้หรือไม่ว่า ประโยชน์ของการใช้งานมันเป็นอย่างไร จึงขอนำเสนอเรื่องราวเกร็ดความรู้บางส่วน (เพราะความรู้จริงมีเยอะมากมายเหลือคณานับ) เกี่ยวกับเจ้าเครื่องมือนำทาง แล้วดูว่าสุดท้ายมันจะเป็นแค่ของเล่นหรือจำเป็นต้องมีไว้ใช้

GPS Garmin nuvi

GPS คืออะไร ?

GPS ย่อมาจากคำว่า Global Positioning System คือระบบนำทางโดยอาศัยการระบุพิกัดตำแหน่งต่างๆ ที่อยู่บนโลกจากสัญญาณดาวเทียมซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ประโยชน์จากระบบ Global Navigation Satellite System หรือดาวเทียมสำรวจซึ่งโคจรอยู่รอบโลก

จุดกำเนิดของเจ้า จีพีเอสเกิดจากความบังเอิญของนักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกาได้แอบติดตามการทำงานของดาวเทียมสปุตนิก ของโซเวียต ตั้งแต่เมื่อปี 1957 แล้วพบการสะท้อนกลับของคลื่นไมโครเวฟระหว่างดาวเทียมและพื้นผิวโลก แน่นอนเมื่อเรารู้ตำแหน่งบนพื้นโลก เราก็สามารถระบุตำแหน่งของดาวเทียมบน
อวกาศได้ ดังนั้นในทางกลับกันดาวเทียมก็สามารถระบุตำแหน่งต่างๆ บนพื้นโลกได้เช่นกัน เมื่อมันโคจรผ่านตำแหน่งนั้น

เมื่อรู้เช่นนี้จึงพัฒนาต่อมาเป็นระบบนำทางในชื่อ จีพีเอส โดยมีกองทัพเรืออเมริกานำไปใช้ทดลองนำทางเรือรบของตัวเองเป็นครั้งแรก แล้วพัฒนามาสู่การใช้งานแบบสาธารณะ

GPS How to work.

ทำงานอย่างไร ?

การทำงานของระบบจีพีเอส นั้นแสนง่ายดาย โดยเราขอทำความเข้าใจก่อนว่าจีพีเอส แบ่งเป็น 2 ส่วนหลัก ฮาร์ดแวร์ หรือตัวเครื่องจีพีเอส และ ซอฟแวร์ หรือระบบปฏิบัติการ (เหมือนคอมพิวเตอร์)

ตัวเครื่องจะทำหน้าที่เป็นเครื่องรับสัญญาณดาวเทียม ส่วนระบบปฏิบัติการจะแสดงผลให้ทราบคือ เมื่อเราได้เจ้าตัวนำทาง GPS มา แค่เปิดเครื่องแล้วทำตามคำแนะนำของคู่มือ โดยแต่ละรุ่นจะมีฟังก์ชั่นการทำงานยาก-ง่าย ซับซ้อนแตกต่างกัน

ประโยชน์ของเจ้าจีพีเอส คือ ความสามารถในการระบุตำแหน่งที่ตั้งต่างๆ ได้อย่างแม่นยำ เช่นตำแหน่งที่อยู่ปัจจุบันของเรา พร้อมทั้งแสดงแผนที่หรือนำทางไปยังจุดหมาย อย่างรวดเร็วโดยไม่หลงทาง แต่ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับซอฟแวร์ด้วยว่า มีข้อมูลอัพเดตเพียงไร เนื่องจากมีถนนตัดใหม่เกิดขึ้นอยู่เป็นระยะๆ

นอกจากความสามารถในการระบุตำแหน่งแล้ว อนาคตระบบจีพีเอส ยังจะสามารถบอกถึงสภาพการจราจรและแนะนำเส้นทางที่โล่งให้แก่เราได้ อีกทั้งในทางทฤษฎีระบบจีพีเอสยังสามารถช่วยเราติดตามรถ หากเกิดกรณีถูกลักขโมยไป เพราะมันจะสามารถระบุตำแหน่งที่อยู่ได้อย่างชัดเจน (ให้ลองนึกถึงเวลาเครื่องบินตกแล้วมีการติดตาม หรือนาฬิกาบางยี่ห้อที่มีการนำระบบจีพีเอส นี้ติดตั้งไว้สำหรับกรณีขอความช่วยเหลือฉุกเฉิน)

สำหรับฮาร์ดแวร์ มีหลายรูปแบบซึ่งพอแบ่งหลักๆ ได้เป็น 2 ชนิด แบบพอร์ตเทเบิ้ล คือพกพาไปไหนมาไหนได้ ซึ่งจะมีทั้งอยู่ในรูปแบบใช้งาน จีพีเอส อย่างเดียว เช่นยี่ห้อ การ์มิน (Garmin) ผู้นำตลาดในเมืองไทยระดับราคาตั้งแต่ 1 หมื่น-2 หมื่นกว่าบาท หรือ แบบพีดีเอ (PDA) ใช้งานได้หลากหลายทั้งโทรศัพท์เก็บข้อมูล อาทิ ยี่ห้อ อาซุส (Asus) ราคาประมาณ 2 หมื่นบาท เป็นต้น

และอีกชนิดเป็น แบบ 2DIN ติดตั้งสำเร็จในรถ พร้อมระบบมัลติมิเดียครบครันวิทยุ-ซีดี-ดีวีดี เช่น ยี่ห้อ ไพรโอริตี้ และอัลไพน์ ราคาประมาณ 4 หมื่นกว่าบาทหรือติดตั้งสำเร็จรูปมากับรถยนต์ เช่นโตโยต้า คัมรี่ และฮอนด้า แอคคอร์ด รุ่นเนวิเกเตอร์ เป็นต้น

GPS ของเล่นหรือจำเป็น

ส่วนซอฟแวร์ มีผู้พัฒนาระบบปฏิบัติการแผนที่ในเมืองไทยอยู่ 2 เจ้าหลัก บริษัท ซอฟต์แม็บ (Soft map) และบริษัท อีเอสอาร์ไอ (ESRI) ซึ่งจะขึ้นอยู่กับแต่ละฮาร์ดแวร์เป็นผู้เลือกใช้ โดยเมื่อซื้อแล้วเราสามารถเข้าไปอัพเดตข้อมูลแผนที่ใหม่ๆ ได้ทุกปี หรือตามแต่เราต้องการ

ทั้งนี้อาจจะฟรีหรือต้องมีเสียค่าบริการบ้างประมาณครั้งละ 1-2 พันบาท แล้วแต่ข้อตกลงระหว่างกันของผู้ผลิตฮาร์ดแวร์และซอฟแวร์ โดยก่อนซื้อเราสามารถสอบถามกับผู้จำหน่ายได้โดยตรงถึงการบริการตรงจุดนี้

ด้านความนิยมสอบถามจากผู้ใช้หลายท่าน ซอฟแวร์ ของ ESRI จะดูง่าย,ชัดเจนและมีรายละเอียดมากกว่า รวมถึงรูปแบบการแสดงผลหลากหลาย พร้อมทั้งเวอร์ชั่นถนนตัดใหม่อัพเดตล่าสุดตามความเป็นจริง จากการเดินสำรวจตลาดพบว่า ฮาร์ดแวร์ที่ใช้ซอฟแวร์ของ ESRI จะมีราคาสูงกว่าพอสมควร

GPS ของเล่นหรือจำเป็น

จำเป็นไหม ?

เห็นประโยชน์หลายหลากของเจ้าระบบจีพีเอส แล้วหลายท่านคงนึกว่า มันต้องจำเป็นแน่นอน แต่จากการทดลองใช้ ทำให้เราพบว่า หากเป็นเส้นทางคุ้นเคยหรือรู้อยู่แล้ว เจ้าจีพีเอสไม่มีประโยชน์แต่อย่างใด ซึ่งจะตรงข้ามกันอย่างสิ้นเชิงหากเรากำลังจะเดินทางไปในจุดที่ไม่เคยไปมา ก่อน เจ้าจีพีเอสจะมีประโยชน์อย่างมาก และจะขาดไม่ได้หากเป็นการเดินทางในถนนเปลี่ยวหรือกลางค่ำกลางคืน ไม่อาจสอบถามใครได้ ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับซอฟแวร์อัพเดตข้อมูลถนนใหม่ๆ ครบถ้วนด้วย

ไม่จำเป็น สิ้นเปลืองเงินโดยใช่เหตุ ก่อนเดินทางไปไหนจะสอบถามและศึกษาเส้นทางจากผู้รู้อยู่แล้ว ทำไมเราต้องเสียเงินหลายพันบาทเพื่อซื้อเครื่องมือนำทางด้วย ฉะนั้นจึงไม่มีความจำเป็นต้องใช้แต่อย่างไร แผนที่อยู่ที่ปาก” หนึ่งเสียงสำหรับคนไทยผู้ใช้รถยนต์เดินทางเป็นประจำและไม่คิดจะใช้จีพีเอส

GPS ของเล่นหรือจำเป็น

ขณะที่อีกหนึ่งความเห็นจากผู้ที่ซื้อจีพีเอสมาใช้เป็นเวลากว่า 2 ปีแล้วบอกว่า “จำเป็น และมีประโยชน์มาก เพราะเราสามารถเดินทางไปได้ทุกแห่งที่อยากไป และหากเกิดปัญหาจีพีเอสก็ช่วยได้ อย่างเช่นเมื่อเร็ว ๆ นี้รถยางแตกตอนกลางคืนผมก็ใช้ระบบนี้เพื่อหาร้านซ่อมว่าอยู่ที่ไหนบ้าง ซึ่งผมก็ไม่ผิดหวัง ”

“จีพีเอสของผมซื้อมา 2 ปีแล้ว ยี่ห้อ การ์มิน ใช้ง่ายที่สุด ยิ่งเวลาเราไปต่างจังหวัด เราจะรู้ทางลัด สะดวก ประหยัดเวลาและน้ำมันเชื้อเพลิง หรือถ้าเจอด่านจับความเร็ว เราก็เซ็ทเอาไว้ครั้งหน้าเวลาเดินทางมาอีกมันจะเตือนว่ามีด่านข้างหน้า ...โดยรวมถือว่าใช้คุ้มมากๆ กับราคา 1.4 หมื่นบาท(ราคาตอนที่ซื้อ) เทียบกับลำโพงชุดนึงมันคุ้มมากกว่าหลายเท่า ปัจจุบันคนเริ่มหันมาใช้แบบ PDA กันมากขึ้นเนื่องจากใช้ได้หลายแบบแถมเก็บข้อมูลมากขึ้น”

สุดท้ายสำหรับคนที่สนใจต้องลองถามตัวเองให้ ชัดเสียก่อนว่า มีความจำเป็นมากน้อยเพียงไร และจะใช้งานมันคุ้มค่ามากแค่ไหน แล้วคุณจะไม่เสียเงินเปล่า ?

ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์

MKT Team

การใช้รถยนต์นั้นไม่ได้จำกัดอยู่แค่การใช้งานในเมือง ขับไปทำงาน ส่งลูกไปโรงเรียนเท่านั้น ในบางครั้งวันหยุดสุดสัปดาห์ หรืออาจเป็นธุระในด้านอื่น มีความจำเป็นที่จะต้องเดินทางไกลด้วยรถยนต์ของท่านเอง ท่านก็ต้องมีการเตรียมตัวที่ดีเพื่อสวัสดิภาพของท่านเองเป็นหลัก และการถึงจุดหมายปลายทางได้อย่างปลอดภัยทั้งไปและกลับ

การใช้รถทางไกลนั้นไม่ใช่จะเป็นการเตรียมเฉพาะรถเท่านั้น ผู้ขับขี่ก็มีความสำคัญมากเช่นกัน มีความหมายที่ต้องควบคู่กันไป อาศัยซึ่งกันและกัน

clip_image0

ขั้นตอนในการเตรียมรถเพื่อเดินทางไกล

เตรียมรถยนต์

รถยนต์ควรได้รับการตรวจซ่อมเป็นประจำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งรถที่จะต้องออกเดินทางไกล ควรได้รับการตรวจเช็คก่อนเดินทางทุกครั้งเป็นดีที่สุด ถ้าได้รับการเปลี่ยนน้ำมันหล่อลื่นต่างๆ หรือเติมเข้าไปใหม่จะเป็นการดีอย่างยิ่ง เพราะสามารถช่วยป้องกันการสึกหรอได้เป็นอันมาก

และอีกทางหนึ่งคือช่วยประหยัดเงินในการที่จะต้องกลับมาซ่อมใหม่ในกรณีที่รถเกิดปัญหาขึ้น อีกประการหนึ่งก็คือเป็นการรับประกันความอุ่นใจจากผู้ที่ติดตามไปด้วย หรือแม้แต่ตัวท่านเองก็ตาม

สำหรับสิ่งที่ต้องตรวจตราและควรมีติดรถในการเดินทางไกลคือ

  • ยาง ยางเป็นส่วนสำคัญมากในการเดินทางไกล รถที่ขับด้วยความเร็วสูงและระยะทางไกลควรใช้ยางที่มีคุณภาพดี สูบลมได้ตามมาตรฐานที่กำหนด หมั่นตรวจสอบคุณภาพอย่างสม่ำเสมอ และสิ่งที่ลืมไม่ได้คือยางอะไหล่ ต้องมีไว้พร้อมในสภาพที่สามารถใช้งานได้ทันที
  • เบรก ระบบเบรกต่างๆ ต้องมีความสมบูรณ์และใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควรได้รับการตรวจเช็คก่อนออกเดินทางเช่นกัน เช่น น้ำมันเบรก จากเบรก ปั้มลมต่างๆ และควรมีน้ำมันเบรกสำรองติดเอาไว้ใช้ยามฉุกเฉินด้วย
  • กระจกส่องหลังและกระจกส่องข้าง ควรปรับสภาพให้สามารถใช้งานได้ คือมองเห็นรถยนต์ที่วิ่งตามมาได้อย่างชัดเจน ไม่เหลื่อมล้ำกัน
  • น้ำในหม้อน้ำ ควรเติมให้ได้ตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ และควรมีน้ำสำรองติดตัวไปด้วยเพื่อใช้กรณีฉุกเฉิน
  • น้ำกลั่นในหม้อแบตเตอรี่ ควรตรวจดูให้อยู่ในระดับที่กำหนดไว้ และมีน้ำกลั่นสำรองไปด้วย
  • น้ำมันเชื้อเพลิง ประมาณให้พอที่จะไปถึงจุดหมายปลายทางได้ และควรมีการคาดคะเนล่วงหน้าว่าจะแวะเติมน้ำมันที่จุดไหนบ้าง
  • น้ำมันเครื่อง ต้องตรวจดูว่ามีอยู่ในระดับหรือไม่ ต้องเติมให้พอดี อย่าเติมให้เกิน เพราะจะทำให้น้ำมันเครื่องขึ้นหัวเทียน ทำให้หัวเทียนบอดได้ และควรจะมีสำรองไว้ด้วย
  • เครื่องมือประจำรถและอะไหล่ต่างๆ ต้องมีติดรถไว้เสมอ แม้ว่าจะไม่เดินทางไกลก็ตาม เพราะยามฉุกเฉินอาจใช้ได้ทันท่วงที
  • เครื่องมือแพทย์ เอาไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน เมื่อแก้ไขรถยนต์อาจเกิดอุบัติเหตุเล็กน้อยได้

ข้อควรทราบ

ควรแจ้งหมายกำหนดการให้ผู้ที่อยู่ทางด้านต้นทางและปลายทางทราบเมื่อมีการเดินทางไกล เพื่อจะได้ตรวจเช็คเมื่อเห็นว่าผิดปรกติหรือล่าช้ากว่ากำหนด เมื่อไปถึงแล้วหากเป็นไปได้ควรแจ้งให้คนทางบ้านทราบเพื่อความสบายใจ

ข้อเตือนใจ

  • อย่าไปในเส้นทางที่ท่านไม่คุ้นเคยตามลำพัง หรือไปกับคนแปลกหน้า อย่าไว้ใจคนอื่น
  • อย่าหยุดรถในสถานที่เปลี่ยวโดยไม่มีความจำเป็น
  • คนร้ายอาจแกล้งขับรถชนท้ายของท่านในสถานทีเปลี่ยว เมื่อจอดรถลงมาเจรจาค่าเสียหายอาจใช้อาวุธปล้น ฉะนั้นควรพิจารณาถึงความปลอดภัยในการหยุดรถ ควรเดินทางต่อไปอีกเล็กน้อยจนกว่าจะพบตำรวจ หรือแหล่งชุมชนจึงหยุดรถสำรวจความเสียหาย (หากไม่รุนแรงนัก)
  • สอบถามเส้นทางจากชาวบ้านในกรณีที่ไปยังเส้นทางที่ไม่คุ้นเคย จะได้ไม่เสียเวลาย้อนรถกลับ

การขับรถเมื่อเดินทางไกล

  • การแซงรถ บางครั้งผู้ขับขี่อาจขับรถตามหลังคันอื่นเป็นระยะทางไกลๆ เพราะว่าอัตราความเร็วที่ใช้อยู่นั้นใกล้เคียงกับรถคันอื่นๆ ที่อยู่ข้างหน้า บางครั้งมีความจำเป็นต้องแซงหน้าขึ้นไป จึงควรจะแซงให้ถูกวิธีเพื่อความปลอดภัยของตนเองและผู้อื่น ตามหลักในการแซงแล้ว ก่อนจะแซงรถต้องดูให้แน่ใจว่าถนนด้านข้างว่างพอที่จะแซงหรือยัง ถ้าจะต้องการความปลอดภัยในเวลาแซงก็คือ ต้องแซงรถทางขวาเสมอ และห้ามแซงในที่คับขัน นั่นก็คือ ไม่แซงรถตรงทางแยก ไม่ควรแซงเมื่อเวลาขับรถขึ้นเนินเขาหรือลงเขา ไม่ควรแซงบนทางโค้ง และไม่ควรแซงบนสะพาน
  • การขับรถตามหลังรถคันอื่น อุบัติเหตุจำนวนมากเกิดจากการขับรถชนท้าย หรือประสานงาคันอื่น สาเหตุสำคัญประการหนึ่งคือ ผู้ขับรถคันหลังขับรถชิดคันหน้ามากเกินไป ในหลักการขับรถแล้ว ควรขับรถตามหลังโดยเว้นระยะห่าง 1 ช่วงคันรถ ทุกๆ ความเร็ว 10 กม./ชม. หรืออาจจะเว้นเป็น 2 เท่าก็ได้เพื่อความปลอดภัย

สำหรับอัตราการใช้ความเร็วขึ้นอยู่กับ

  1. ปริมาณการจราจรในขณะนั้น
  2. สภาพถนนและดินฟ้าอากาศ
  3. สภาพของรถ
  4. สภาพอารมณ์และร่างกายของผู้ขับขี่
  5. ระยะเวลาในการขับรถ
  6. ความเร็วของรถคันอื่นๆ ในขณะนั้น
  • การขับรถตามกฏจราจร กฏจราจรในบ้านเรามีอยู่มากมายที่บัญญัติขึ้นมาก็เพื่อความปลอดภัยของผู้ขับขี่และสังคมโดยรวม ผู้ขับขี่ส่วนมากจะจำกฏจราจรได้เฉพาะตอนสอบใบขับขี่เท่านั้น หลังจากนั้นก็จะลืมกฏจราจรต่างๆ แทบหมดสิ้นและไม่ให้ความสนใจต่อไปอีก อย่างน้อยการขับรถทางไกลควรใช้กฏจราจรให้เคร่งครัด ตลอดจนการให้สัญญาณต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสัญญาณมือ สัญญาณไฟ และต้องแน่ใจว่าใช้ถูกต้อง และรถคันหลังหรือหน้าสามารถเห็นสัญญาณได้อย่างชัดเจน
  • การเปลี่ยนช่องเดินรถ โดยทั่วไปผู้ขับขี่ควรขับรถอยู่ในช่องเดินรถที่มีเครื่องหมายแบ่งไว้ให้ แต่ถ้าไม่มีเส้นแบ่งช่องเดินรถเอาไว้ก็ควรจะขับรถในทางของตน ผู้ขับขี่ควรจะรู้สภาพการจราจรที่กำลังจะเกิดขึ้น และสังเกตรถคันหลังที่ตามมาด้วย ถ้าผู้ขับขี่พร้อมที่จะแซงต้องให้สัญญาล่วงหน้าก่อนเมื่อรถคันอื่นทราบความประสงค์จึงเปลี่ยนเข้าในช่องเดินรถที่ต้องการ
  • การขับรถที่ป้องกันตนเองจากอันตราย ผู้ขับขี่รถยนต์นั้นไม่ใช่แต่จะสามารถควบคุมตัวเองได้เท่านั้น แต่ต้องเป็นผู้ที่ตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา และมองไปด้านหน้า ด้านหลัง (มองกระจกหลัง) และด้านข้างตลอดเวลา
  • คนเดินเท้าในทางรถวิ่งหรือไฮเวย์บางสายไม่มีทางเท้า ฉะนั้นเมื่อเห็นคนเดินเท้าจึงควรใช้แตรและลดความเร็ว เพื่อให้คนเดินอยู่ข้างทางรู้ตัว โดยมารยาทแล้วนักขับขี่รถที่ดีไม่ควรแซงรถตรงจุดที่มีคนเดินเท้าอยู่ใกล้ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตอนกลางคืน และวันที่มีวนตกหนัก ควระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะผู้ขับขี่อาจมองไม่เป็นคนเดินเท้าได้
  • แผนที่ ถ้าผู้ขับขี่ต้องขับรถทางไกลในทางที่ยังไม่คุ้นเคย ควรจะได้รับการศึกษาแผนที่เพื่อหาทางที่จะไปได้อย่างมีจุดหมาย ไม่หลงทาง เพระแผนที่จะช่วยให้ทราบเส้นทางและลักษณะของถนน และระยะทาง ต้องคำนึงถึงเสมอว่าอย่าดูแผนที่ขณะกำลังขับรถอยู่ ควรดูก่อนเดินทาง หรือไม่ก็ให้คนอื่นที่นั่งข้างเคียงดูให้แทน

ที่มา : นิตยสารตลาดรถ Extreme ฉบับวันที่ 17 – 30 เมษายน พ.ศ. 2553

keep-car-running

MKT Team

คำถามคำตอบต่อไปนี้จะช่วยให้ท่านมีความเข้าใจถึงการดูแลรักษายางอย่างถูกวิธี

  1. ยางที่ใช้อยู่ควรจะเติมลมกี่ปอนด์ ?

    การเติมลมยางให้ได้อัตราที่ถูกต้อง คือสิ่งสำคัญและจำเป็นที่สุดของการดูแลรักษายาง ยางที่ใช้อยู่ควรสูบลมให้ได้ตามอัตราสูบลมที่โรงงานผู้ผลิตรถยนต์ได้กำหนไว้ โดยปกติแล้วอัตราสูบลมที่ถูกต้อง และเหมาะสมสำหรับรถแต่ละชนิดที่โรงงานผู้ผลิตรถยนต์กำหนดไว้นั้น จะระบุไว้ในแผ่นโลหะ หรือสติ๊กเกอร์ที่ติดไว้บริเวณสันประตูหรือเสากลางข้างตัวรถ หรือติดไว้ในช่องเก็บของภายในรถ นอกจากนั้น ยังมีระบุไว้ในหนังสือคู่มือการใช้รถอีกด้วย แต่หากท่านมิได้ใช้ยางขนาดเดียวกันกับยางที่ติดรถมา ท่านควรขอคำแนะนำเกี่ยวกับอัตราสูบลมยางที่เหมาะสมจากโรงงานผู้ผลิตรถยนต์ หรือร้านจำหน่ายยางที่ได้มาตรฐาน

    สำหรับยางอะไหล่ ท่านควรสูบลมไว้ให้มากกว่ามาตรฐาน 3 – 4 ปอนด์ และลดลงให้กลับสู่อัตราปกติ เมื่อนำไปใช้งาน
  2. การใช้ลมอ่อนเกินไปจะมีผลอย่างไรต่อยางที่ใช้อยู่ ?

    การใช้ยางที่สูบลมไว้ต่ำกว่าอัตราที่เหมาะสมถูกต้อง หรือที่เราเรียกกันสั้นๆ ว่า ลมอ่อนเกินไปนั้น นับเป็นศัตรูตัวสำคัญต่ออายุการใช้งานของยางทีเดียว อีกทั้งยังจะส่งผลเสียอย่างมากต่อยางที่ใช้อยู่ ความสามารถในการบรรทุกน้ำหนักจะลดน้อยลงกว่ามาตรฐานและสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงมากขึ้น
  3. ควรตรวจเช็คลมยางเมื่อไร ?

    ท่านควรตรวจสอบเช็คลมยางสม่ำเสมอประมาณอาทิตย์ละครั้ง หรือทุกครั้งก่อนเดินทางในขณะที่ยางยังเย็นอยู่ กล่าวคือวิ่งมาไม่เกิน 1.5 – 2.0 กิโลเมตร เพราะขณะที่รถวิ่งนั้นความดันลมในยางจะเพิ่มขึ้นตาม อุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นซึ่งเป็นเรื่องปกติ หากท่านทำการตรวจเช็คอัตราลมในขณะนั้น ก็จะได้ค่าที่ไม่ถูกต้อง ดังนั้น จึงควรตรวจเช็คอัตราลมในขณะที่ยางยังเย็นอยู่ หรือประมาณ 2 – 3 ชั่วโมงหลังการใช้งาน

    ท่านไม่ควรใช้วิธีสังเกตด้วยตาว่า ลมยางของท่านอ่อนเกินไปหรือยัง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากยางที่ท่านกำลังใช้อยู่เป็นยางเรเดียล ท่านควรตรวจเช็คลมโดยให้เกจ์วัดลมที่ได้มาตรฐาน ซึ่งสามารถหาซื้อได้จากสร้างสรรพสินค้า หรือตามร้านจำหน่ายยางที่ได้มาตรฐาน
  4. ทำไมถึงต้องมีการสลับยาง

    วัตถุประสงค์หลักของการสลับยาง ก็เพื่อให้ยางทุกเส้นมีการสึกที่เท่ากัน ดังนั้นท่านควรศึกษาคู่มือการใช้รถเกี่ยวกับคำแนะนำในการสลับยาง ซึ่งโดยปกติแล้ว ท่านควรสลับยางทุกๆ 9,000 – 13,000 กิโลเมตร หากรถของท่านเป็นรถใหม่ ท่านควรจะสลับยางในทันทีที่ท่านใช้รถครบ 10,000 กิโลเมตรแรก

    หากยางเกิดการสึกที่ไม่สม่ำเสมอ ท่านควรรีบปรึกษากับร้านผู้ชำนาญงานเพื่อตรวจเช็คศูนย์ล้อ ถ่วงล้อ ตลอดจนระบบช่วงล่างโดยทันที

    โรงงานผู้ผลิตรถยนต์ มักจะแนะนำให้เติมลมยางล้อหน้า และล้อหลังต่างกัน ดังนั้นเมื่อสลับยางเป็นที่เรียบร้อยแล้วท่านก็ต้องปรับระดับความดันลมของยางล้อหน้า และล้อหลังให้ถูกต้อง
  5. ทำไมต้องมีการถ่วงล้อ

    หากเกิดการกระจายน้ำหนักไม่ถูกต้องของยางและกะทะล้อ จะก่อให้เกิดอาการสั่นสะท้านขึ้นขณะที่รถวิ่ง อันจะมีผลเสียต่ออายุการใช้งานของยาง ระบบช่วงล่างของรถ ตลอดจนความสะดวกสบายในการขับขี่ การถ่วงล้อจะช่วยให้เกิดการกระจายน้ำหนักที่ถูกต้องของยาง และกะทะล้อ ซึ่งการถ่วงล้อก็สามารถกระทำได้ โดยเพิ่มน้ำหนักลงไป ณ จุดใดจุดหนึ่งที่ขอบกะทะล้อ
  6. เมื่อไหร่จึงควรจะถ่วงล้อ

    ยางและกะทะล้อควรส่งเข้ารับการบริการถ่วงล้อในทันทีที่ เมื่อมีการเปลี่ยนยางใหม่เมื่อมีการสลับยาง สลับกะทะล้อ เมื่อนำยางที่ใช้แล้วมาใส่กะทะล้อที่ใช้อยู่เมื่อยางแตก และได้รับการปะยางเป็นที่เรียบร้อย เมื่อมีการถอดยางออกจากกะทะล้อ หรือใส่ยางกลับเข้ากะทะล้อ เมื่อเกิดการสั่นสะท้านขณะที่รถวิ่ง เมื่อเกิดการสึกไม่สม่ำเสมอ ท่านควรส่งรถเข้ารับบริการถ่วงล้อจากร้านยางที่ได้มาตราฐานเท่านั้น
  7. การตั้งศูนย์ล้อคืออะไร

    การตั้งศูนย์ล้อ คือการทำให้ส่วนประกอบต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับระบบบังคับเลี้ยวระบบช่วงล่างล้อ และยาง ทำงานสัมพันธ์กันอย่างถูกต้อง ซึ่งจะทำให้รถวิ่งได้ตรงไม่ดึงไปทางซ้ายหรือขวา ระบบช่วงล่างและระบบบังคับเลี้ยวของรถนั้น มีชิ้นส่วนต่างๆ มากมาย ที่มีการเคลื่อนไหวขณะรถวิ่ง และย่อมจะมีการสึกหรอเกิดขึ้น ซึ่งมีผลทำให้ศูนย์ล้อผิดเพี้ยนไปจากสเป็คที่ถูกต้อง

    ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีการปรับตั้งศูนย์ล้อเพื่อให้ได้ค่าตามที่กำหนดไว้ในสเป็คของรถ นอกจากนั้น ศูนย์ล้อยังขึ้นอยู่กับความสูงของตัวรถกับพื้นถนน และการกระจายน้ำหนักลงบนล้อรถด้วย กล่าวคือ เมื่อรถถูกใช้งานนานขึ้น คอยส์สปริง บุช ลูกยางต่างๆก็เริ่มหมดอายุ ความสูงและการกระจายน้ำหนักของรถก็ผิดไปจากมาตราฐานเดิม อันจะส่งผลให้ศูนย์ล้อผิดพลาดไปจากสเป็ค เมื่อใดก็ตามที่ศูนย์ล้อไม่ถูกต้องตามสเป็คล้อรถกับตัวถังหรือล้อข้างซ้ายกับล้อข้างขวาก็จะไม่เคลื่อนที่ไปในทิศทางเดียวกัน จะเป็นผลให้รถวิ่งไม่ตรงหรือเกิดอาการแฉลบ หรือพวงมาลัยดึงไปข้างใดข้างหนึ่งทำให้ยางสึกผิดปกติ
  8. ทำไมต้องมีการปรับตั้งศูนย์ล้อ

    เพราะการที่รถมีศูนย์ล้อที่ไม่ถูกต้อง นอกจากจะทำให้ยางเกิดการสึกที่ผิดปกติแล้วยังมีผลต่อระบบควบคุมบังคับทิศทางของรถด้วย ดังนั้น หากรถของท่านที่มีอาการผิดปกติในการควบคุมบังคับทิศทางของรถ หรือท่านสังเกตุเห็นว่ายางที่ใช้อยู่มีลักษณะสึกที่ไม่สม่ำเสมอ หรือผิดปกติ ก็สามารถบ่งชี้ได้ว่าศูนย์ล้อรถของท่านจำเป็นต้องได้รับการตรวจเช็ค และปรับตั้งศูนย์ล้อแล้ว และแม้ท่านจะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการนี้ แต่ก็เป็นค่าใช้จ่ายเพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายที่ท่านจะต้องใช้ในการซื้อยางชุดใหม่ ซ่อมแซมช่วงล่าง และที่สำคัญคืออันตราย อันอาจจะเกิดขึ้นต่อทรัพย์สินและชีวิตของท่าน
  9. มีคำแนะนำอย่างไร เมื่อต้องการเปลี่ยนยางชุดใหม่

    ในการเลือกยางรถยนต์สิ่งที่ควรคำนึงถึง คือ ประเภทรถยนต์ รถยนต์หนัก รถยนต์เบา สมรรถนะความเร็วรถ ความเร็วปกติ ความเร็วสูง
    ลักษณะการขับขี่ ขับช้า ขับเร็ว หรือขับเร็วมาก สภาพพื้นผิวถนน ถนนเรียบ ถนนขรุขระ ถนนทราย สภาพภูมิอากาศ ร้อน หนาว ฝนตกชุก
    ใช้ยางกับกะทะล้อให้ถูกต้องตามที่กำหนดโดยโรงงานผู้ผลิตรถยนต์
    และกะทะที่ใช้จะต้องไม่บิดเบี้ยว หรือเป็นสนิม

    อย่าเลือกใช้ยางที่มีขนาดเล็กกว่ายางที่ติดรถมา ทั้งนี้เพราะยางที่มีขนาดเล็กกว่าย่อมมีประสิทธิภาพในการรับน้ำหนักบรรทุกได้น้อยกว่า (รวมทั้งน้ำหนักตัวรถด้วย) ฉะนั้น ควรใช้ยางให้ถูกตามขนาดที่กำหนดโดยโรงงานผู้ผลิตหรือตามคำแนะนำจากร้านจำหน่ายยางที่ชำนาญงานเท่านั้น

    ควรใช้ยางชนิดเดียวกัน ดอกเดียวกันทั้งหมด เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพในการขับขี่อย่างเต็มที่ ท่านควรตระหนักว่า ยางต่างชนิดกัน ย่อมมีโครงสร้างที่แตกต่างกัน และมีประสิทธิภาพในการใช้งานที่แตกต่างกันด้วย
    อนึ่ง หากท่านมีความจำเป็นต้องใช้ยางที่ต่างชนิด หรือดอกยางต่างกัน
    ก็ควรจะใช้ยางชนิดหรือดอกเดียวกันในเพลาเดียวกัน

    หากท่านมีความจำเป็นที่จะต้องใช้ยางต่างขนาดกัน ให้ใช้ยางที่มีซีรีส์เท่ากันในเพลาเดียวกัน และให้ใช้ยางซีรีส์ต่ำกว่าเป็นยางหลัง ส่วนยางซีรีส์สูงกว่าเป็นยางหน้า

    เมื่อท่านเปลี่ยนยางใหม่แล้วท่านควรขับรถด้วยความระมัดระวังเพื่อให้ชินกับยางชุดใหม่เสียก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะที่เบรครถ เร่งความเร็วรถ เข้าโค้ง หรือใช้รถขณะฝนตก ทั้งนี้เพราะยางชุดใหม่อาจให้ความรู้สึกที่ผิดไปจากยางชุดเก่าที่ท่านเคยใช้

    ข้อควรระวัง เกี่ยวกับความปลอดภัย การถอดหรือใส่ยางเข้ากะทะล้อ ควรกระทำโดยผู้ชำนาญงานเท่านั้น มิฉะนั้น อาจเกิดความเสียหาย และอันตรายขณะถอดใส่ได้
  10. จะทำอย่างไรเมื่อรถเกิดอาการสั่นสะท้าน

    อาการสั่นสะท้านย่อมแสดงว่า มีสิ่งผิดปกติกับรถที่ใช้อยู่และควรได้รับการแก้ไขโดยทันที มิฉะนั้นจะส่งผลเสียต่อยางที่ใช้ระบบช่วงล่าง ตลอดจนระบบพวงมาลัย เมื่อเกิดอาการสั่นสะท้านขึ้น ท่านควรตรวจเช็คการสึกของยาง เพราะลักษณะการสึกจะทำให้ท่านพอทราบถึงสาเหตุของการสั่นสะท้าน และวิธีการป้องกัน
  11. นิสัยการขับรถมีผลต่อการสึกของยางหรือไม่

    นิสัยการขับรถของแต่ละท่าน จะมีผลต่อการสึกของยางก่อนกำหนด
    ฉะนั้นเพื่อเป็นการยืดอายุการใช้งานของรถ ท่านควรหลีกเลี่ยงนิสัยการขับต่อไปนี้ ออกรถ และหยุดรถอย่างรุนแรง การหักเลี้ยวอย่างรุนแรง การขับรถปีนขอบถนน ขับเบียดฟุตบาท การขับโดยไม่หลบหลุม ก้อนหิน หรือสิ่งกีดขวาง

ข้อควรปฏิบัติบำรุงรักษายางรถยนต์
1. ตรวจเช็คลมยางทั้ง 4 ล้อ อย่างน้อย อาทิตย์ละ 1 ครั้ง
2. ควรสูบ หรือเติมลมยางมาตรฐานที่ทางโรงงานผู้ผลิตกำหนด (ขณะที่ยางเย็น)
3. การเพิ่ม หรือลดลงยางให้มีความสัมพันธ์กับน้ำหนักบรรทุก
4. เมื่อขับรถออกต่างจังหวัด หรือใช้ความเร็วสูง
ควรเพิ่มลมยางมากกว่าปกติ 3-5 ปอนด์/ตารางนิ้ว
5. อย่าลดลมยางในขณะที่ฝนตกหรือวิ่งบนถนนเปียก
เพราะอาจจะทำให้ การยึดเกาะถนนและประสิทธิภาพการรีดน้ำของดอกยางลดลงด้วย

ที่มา : goodyear.co.th