MKT Team
ระบบปรับอากาศของรถยนต์ในเมืองไทยเป็นสิ่งจำเป็น จะต้องติดตั้งอยู่ในรถยนต์ทุกคัน หากช่วงไหนระบบปรับอากาศ (แอร์) ของรถยนต์ไม่มีการทำงาน ก็เท่ากับว่า รถยนต์เป็นตู้อบเคลื่อนที่ทันที เข้าของรถจะต้องรีบซ่อมอย่างเร่งด่วน อะไรทำนองนี้ หากลองคิดมุมกลับ หากระบบปรับอากาศไม่ทำงาน คุณจะขับรถได้ไหม คำตอบคือ “ได้” ดังนั้น ขอให้อย่าวิตกกังวลจนเกินไป ให้ขับรถถึงจุดหมายหรือทำภารกิจให้เรียบร้อยก่อน พอมีเวลาว่างจึงนำรถเข้าซ่อมต่อไป
เรียนท่านผู้อ่าน อากาศในช่วงเช้าๆนั้นจะมีความรู้สึกว่าสดชื่น ให้ลองปิดระบบปรับอากาศแล้วหันมาเปิดกระจกหน้าต่างแทน (ถ้าสามารถทำได้) หากมีการจราจรที่แออัด รวมถึงฝนตกและสภาพแวดล้อมขณะนั้นไม่ดีเท่ากับว่ากระทำไม่ได้อย่างแน่นอน แต่ถ้าเดินทางออกต่างจังหวัด ยิ่งเป็นช่วงเช้าอีกด้วยนั้น อากาศระบายมากๆการที่ขับขี่ปิดระบบปรับอากาศนั้น ท่านจะพบกับสิ่งที่ดีอย่างคาดไม่ถึง ได้แก่ประหยัดเงินในกระเป๋าได้จำนวนหนึ่ง หมายความว่า รถยนต์จะลดอัตราการบริโภคเชื้อเพลิงของเครื่องยนต์ เพราะระบบปรับอากาศเวลามีการทำงาน จะมีการฉุดรอบเครื่องยนต์ลงระดับหนึ่ง ประมาณ 100-200 รอบต่อนาทีเป็นอย่างน้อย ก็เท่ากับว่า กำลังงานขาดหายไปส่วนหนึ่ง ดังนั้น อัตราการสิ้นเปลืองของเชื้อเพลิงย่อมมีเพิ่มมากขึ้นนั้นเอง
ผู้ขับขี่จะได้รับความรู้สึกว่า รถยนต์วิ่งดีขึ้น อัตราเร่งดีขึ้นอย่างชัดเจน นั่นก็เป็นเพราะว่าเครื่องยนต์ไม่มีภาระใดมากระทำ หรือมาดึงกำลังงานจากตัวเครื่องยนต์ไปบางส่วน จึงทำให้เร่งได้อย่างทันใจ ยกตัวอย่างเช่น รถยนต์ที่มีการแข่งขันกันนั้น จะไม่มีการเปิดระบบปรับอากาศใดๆเลย เพราะฉะนั้นแรงม้าและแรงบิดที่ได้ จะมีแบบเต็มๆ
ช่วยยืดอายุการใช้งานของระบบปรับอากาศ หมายความว่า ระบบปรับอากาศในเมื่อได้ถูกใช้งานน้อยลง อายุการใช้งานก็นานขึ้น ไม่ว่าจะเป็น คอมเพรชเซอร์, ตู้แอร์, ท่อแอร์ และอื่นๆ ทุกชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องย่อมมีการใช้งานที่นานขึ้น การซ่อมบำรุงก็ช้าลง ก็เท่ากับว่าประหยัดค่าใช้จ่ายได้อีกทางหนึ่ง ช่วยลดภาวะโลกร้อน เพราะชิ้นส่วนของระบบปรับอากาศหากมีการซ่อมเปลี่ยนเท่ากับว่าเป็นปัญหาขยะ สิ่งส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นการทำลาย, การนำกลับมาใช้ใหม่ หรือ แม้กระทั่งการจัดเก็บ ซึ่งเป็นผลมาจากการที่มนุษย์กระทำขึ้น ดังนั้น ควรใส่ใจในเรื่องของโลกร้อนบ้างก็ดี ทั้ง 4 ข้อ ที่ได้กล่าวมานั้น เป็นแค่ส่วนหนึ่งของการที่ขับขี่แล้วมีการปิดระบบปรับอากาศ ประโยชน์ที่ได้ก็จะส่งผลมายังมนุษย์อีกนั่นแหล่ะ อีกอย่างหนึ่ง ปัจจุบัน ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงหรือเชื้อเพลิงประเภทอื่น สูงขึ้นกว่า เมื่อก่อนหลายเท่าตัว และนับวันก็จะมีแต่จะสูงขึ้น สูงขึ้น อย่างไม่รู้จบ จำนวนเชื้อเพลิงที่ถูกใช้ไปในแต่ละวัน แต่ละเดือน แต่ละปี มีมูลค่ามหาศาล และไม่มีใครรู้ว่า เชื้อเพลิงจะหมดลงเมื่อไหร่ ดังนั้น การที่ปิดระบบปรับอากาศ แล้วจะพบคำตอบใน 4 ข้อ ตามที่กล่าวมาอย่างแน่นอน ด้วยตัวของท่านเองปัจจุบัน ผู้ขับขี่รถยนต์ หันมาใส่ใจในเรื่องของราคาเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้น และก็มีอยู่ไม่น้อยที่ปิดระบบปรับอากาศขณะเดินทางในตอนเช้า เพื่อรับอากาศบริสุทธิ์ ในต่างจังหวัดอาจจะพบบ่อย สังเกตได้จาก จะมีการเปิดกระจกหน้าต่าง ไม่ใช่ว่ารถยนต์ของเขา แอร์ไม่เย็น, สูบบุหรี่ หรือเปิดเครื่องเสียงโชว์ แต่อาจจะเป็นเพราะเขาคำนึงถึง 4 ข้อ ตามที่ได้กล่าวมาก็เป็นได้ และก็ไม่มีใครรู้ว่า เขาเหล่านั้นกระทำอย่างนั้นทำไม (ลองสอบถามดูแล้วกัน) แต่สำหรับผู้เขียนถ้ามีโอกาสเมื่อไหร่ จะปิดระบบปรับอากาศทันที แล้วหันไปเปิดหน้าต่างแทนครับ

“เรื่องอย่างนี้ไม่ยาก เพราะ ทุกท่านย่อมทำได้”ไม่มีแอร์ แต่ขับได้
MKT Team
เริ่มต้นจากหาทางวิ่งโล่ง ๆ ..ระยะซักประมาณ 100 - 200 เมตร ....พื้นผิวถนนหากเป็นไปได้ควรจะเป็นพื้น ซีเมนต์.. หรือ.. ยางมะตอย หลังจากนั้นขับรถด้วยความเร็วประมาณ 60 - 70 กม./ชม....แล้วเหยียบเบรกอย่างรุ่นแรงขณะ เหยียบแป้นเบรก จะรู้สึกได้ว่า แป้นเบรกดันออกมาเป็นระยะๆ... แรงต้านที่แป้นเบรกเกิดจากการทำงานของ.. ABS.. ครับแต่อย่าเพิ่งแน่ใจนะครับว่าแรงต้านที่แป้นเบรกนั้นเกิดจากการทำงานของ.ABS. เสมอไป เพราะลักษณะแรงต้านที่เกิดขึ้นนี้ จะมีลักษณะใกล้เคียงกัน อาการจานเบรกกด หรือ ผิวจานเบรกเป็นคลื่น เมื่อเหยียบเบรกจนกระทั่งรถหยุดสนิทแล้ว...
ต่อจากนั้นลงจากรถเพื่อไปดูร่องรอยการเบรกบนพื้นผิวถนน
จะเห็นได้ว่าเกิดรอยยางเป็นแนวยาว เว้นเป็นระยะๆ นั้น.ก็แสดง ว่า.. ระบบ ABS.. ยังคงทำงานเป็นปกติอยู่ครับ..
หรือ.. ถ้าเห็นรอยยางเป็นแนวยาวต่อเนื่องกันแสดงว่าระบบ.. ABS ไม่ทำงานครับ อย่างไรก็ตาม..
หากระบบ.. ABS.. เกิดปัญหา.. โดยปกติทั่วไปรถยนต์จะมีไฟ ABS ..โชว์เพื่อแจ้งเตือนให้ เราทราบ. เราสามารถนำรถเข้าศูนย์บริการเพื่อทำการตรวจเช็คได้โดยทันที .และสำหรับการทดสอบดังกล่าวข้างต้นก็ควรระมัดระวัง ในเรื่องของความปลอดภัยให้มาก เช่น พื้นผิวถนนไม่ควรจะเป็นพื้นลูกรัง...เพราะนอกจากจะไม่ค่อยเห็นร่องรอยจากการเบรกแล้ว ที่สำคัญก็คือ มีโอกาสเกิดการแฉลบได้ง่ายด้วยเช่นกัน ครับ
MKT Team
เวลาขับรถบนท้องถนน ความปลอดภัยในการเดินทางเป็นสิ่งสำคัญมากที่สุด
แต่บ่อยครั้งก็มักเกิดปัญหาไม่คาดคิดโดยเฉพาะปัญหาแบตเตอรี่หมด
ที่ทำให้ระบบเครื่องยนต์หยุดชะงัก และเป็นปัญหาที่ต้องรีบแก้ไขเฉพาะหน้า
ด้วยวิธีการต่อสายพ่วงแบตเตอรี่ หรือที่เรียกกันติดปากว่า “จัมพ์แบตเตอรี่”
เพื่อให้เกิดกำลังไฟเพียงพอที่จะทำให้ระบบต่างๆ ของเครื่องยนต์ทำงาน และสามารถเดินรถต่อไปได้ในช่วงระยะเวลาสั้นๆ
“การจัมพ์แบตเตอรี่สามารถทำได้เอง แต่ต้องระมัดระวัง
เพราะแบตเตอรี่ มีส่วนประกอบหลัก คือ น้ำกรดที่มีคุณสมบัติเป็นตัวการกัดกร่อนพื้นผิว
ซึ่งขณะที่แบตเตอรี่กำลังทำงานจะเกิดก๊าซไฮโดรเจนสะสมในตัวแบตเตอรี่
จึงควรระวังในเรื่องประกายไฟ เพราะอาจเกิดอันตรายระหว่างจัมพ์แบตเตอรี่ได้”
**วิธีการ ‘จัมพ์แบตเตอรี่’**
เมื่อแบตเตอรี่หมดให้ปิดสวิตช์กุญแจและอุปกรณ์ไฟฟ้าทั้งหมดของรถและขอความช่วยเหลือจากรถยนต์ที่มีแบตเตอรี่
เพื่อต่อสายพ่วงแบตเตอรี่ นำหัวสายพ่วงของสายพ่วงสีแดงซึ่งเป็นสายขั้วบวกมาต่อกับขั้วบวก (+) ของรถยนต์ที่แบตเตอรี่หมด
หลังจากนั้นนำหัวต่ออีกข้างต่อเข้ากับขั้วบวก (+) ของแบตเตอรี่รถยนต์อีกคัน
นำหัวสายพ่วงของสายพ่วงสีเขียวหรือสีดำซึ่งเป็นสายขั้วลบมาต่อกับขั้วลบ (-) ของแบตเตอรี่รถยนต์อีกคัน
ควรตรวจเช็คให้แน่ใจว่าสายพ่วงต่อแน่นหนา
ต่อจากนั้นนำสายหัวต่อที่เหลือต่อเข้ากับส่วนที่เป็นโลหะของเครื่องยนต์หรือตัวถังรถยนต์ของรถยนต์ที่แบตเตอรี่หมด
โดยควรต่อให้ห่างจากแบตเตอรี่มากที่สุด จากนั้นสตาร์ทเครื่องยนต์คันที่แบตเตอรี่มีไฟ ทิ้งไว้ประมาณ 3 นาที
แล้วเร่งเครื่องยนต์เล็กน้อยเพื่อให้แบตเตอรี่มีการไหลเวียนของประจุไฟฟ้า หลังจากนั้น เริ่มสตาร์ทเครื่องยนต์คันที่แบตเตอรี่หมด
จากนั้นเร่งเครื่องยนต์ประมาณ 1,500 - 2,000 รอบ/นาที เพื่อเช็คดูว่าประจุไฟเข้าหลังจากการชาร์จหรือไม่ ซึ่งถ้าเครื่องยนต์ไม่ดับแสดงว่าการชาร์จไฟเข้าแบตเตอรี่สำเร็จ
จากนั้นถอดสายพ่วงสีเขียว หรือสายขั้วลบ (-) ออกจากตัวถังรถคันที่แบตเตอรี่หมด และตามด้วยหัวต่อขั้วลบของแบตเตอรี่ที่มีไฟ จากนั้นจึงถอดสายสีแดงหรือสายขั้วบวก (+) จากรถคันที่แบตเตอรี่หมด และถอดหัวสายพ่วงจากแบตเตอรี่ที่มีไฟ ปิดฝาช่องเติมน้ำกลั่นให้ครบทุกช่องและควรสตาร์ทเครื่องยนต์ทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที หรือขับรถไปเข้าศูนย์บริการเพื่อตรวจเช็คเครื่องยนต์และเปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่

**วิธีการ ‘จัมพ์แบตเตอรี่’**
ขั้นตอนที่ 1 ต่อหัวสายพ่วงสีแดงเข้ากับขั้วบวกแบตเตอรี่ที่ไม่มีไฟ
ขั้นตอนที่ 2 ต่อหัวสายพ่วงสีแดงอีกด้านเข้ากับขั้วบวกแบตเตอรี่รถที่มีไฟ
ขั้นตอนที่ 3 ต่อหัวสายพ่วงสีดำหรือเขียวเข้ากับขั้วลบแบตเตอรี่ที่มีไฟ
ขั้นตอนที่ 4 ต่อหัวสายพ่วงสีดำหรือเขียวเข้ากับตัวถังรถคันที่แบตเตอรี่ที่ไม่มีไฟ
ขั้นตอนที่ 5 สตาร์ทเครื่องยนต์เริ่มจากรถที่แบตเตอรี่มีไฟก่อน

**ปลอดภัยเวลา “จัมพ์แบตเตอรี่”**
- ไม่สตาร์ทเครื่องยนต์ระหว่างต่อสายพ่วงแบตเตอรี่
- เวลาต่อสายพ่วงแบตเตอรี่ อย่าสูบบุหรี่หรือทำสิ่งใดๆ และระวังอย่าให้สายพ่วงแบตเตอรี่สัมผัสกัน เพราะอาจทำให้เกิดประกายไฟได้
- ทำความสะอาดขั้วแบตเตอรี่ทั้งขั้วบวกและขั้วลบ โดยใช้น้ำร้อนราดที่ขั้วแบตเตอรี่ทั้ง 2 ขั้ว เพื่อขจัดคราบเกลือที่เกาะติดอยู่
- ตรวจเช็คกำลังไฟของแบตเตอรี่ก่อน เพราะแบตเตอรี่ขนาด 6 โวลต์ หรือ 24 โวตล์ ไม่สามารถนำมาพ่วงกับแบตเตอรี่ขนาด 12 โวลต์ได้ เพราะอาจทำให้แบตเตอรี่เกิดการระเบิดขึ้นได้
- ตรวจเช็คสภาพแบตเตอรี่ก่อนทุกครั้ง โดยดูจากที่วัดของแบตเตอรี่ หรือใช้ที่วัดความถ่วงจำเพาะ(HYDROMETER) บริเวณด้านข้างของแบตเตอรี่ ซึ่งสามารถสังเกตได้ง่ายๆ เช่น สีเขียว = ประจุไฟฟ้าเต็ม สีน้ำตาลหรือสีดำ = ประจุไฟหมด สีเหลือง=แบตเตอรี่หมดอายุการใช้งาน
MKT Team
การดูแลรักษารถเบื้องต้น
ในระบบสตาร์ทรถยนต์โดยทั่วไป ทั้งเครื่องยนต์เบนซินและดีเซลที่กุญแจสตาร์ทจะต้องบิดกุญแจ 3 จังหวะ คือ AC , ON และ START ผู้ขับขี่บางท่านอาจจะปิดกุญแจรวดเดียว 3 จังหวะไปที่ START ถ้ารถท่านเป็นรถใหม่ก็อาจจะไม่มีปัญหาอะไร แต่ถ้ารถท่านผ่านการใช้งานมานาน ๆ อาจต้องสตาร์ทหลายครั้งก่อนที่เครื่องยนต์จะติด ซึ่งระหว่างที่ท่านสตาร์ทรถหลาย ๆ ครั้งนั้น ท่านกำลังทำลายระบบสตาร์ทให้อายุการใช้งานสั้นลง วันนี้เรามีคำแนะนำการสตาร์ทรถที่ถูกวิธี ท่านจะไม่ต้องมานั่งสตาร์ท แชะ แชะ แชะ ให้เสียฟอร์ม และยังเป็นการยืดอายุระบบสตาร์ทให้ใช้งานได้ ดีอีกนานแสนนาน ด้วยวิธีง่าย ๆ ดังนี้
1. ปิดอุปกรณ์ที่ใช้ระบบไฟทั้งหมดในรถ เช่น เครื่องปรับอากาศไฟหน้า และเครื่องเสียงต่าง ๆ เพื่อให้แบตเตอร์รี่จ่ายไฟเต็มที่
2. เหยีบครัชให้สุด (สำหรับเกียร์ AUTO ให้เข้าเกียร์ที่ตำแหน่ง N หรือ P เพื่อผ่อนแรงมอร์เตอร์สตาร์ท
3. บิดกุญแจมาที่ตำแหน่ง ON ค้างไว้ ตราวจเช็คไฟเตือนต่าง (รายละเอียดให้ศึกษาจากคู่มือรถ) รอจนไฟเตือนหัวเผารูปขดสปริงเปลี่ยนจาก สีแดงเป็นสีเขียว หากเครื่องยนต์เย็นควรกดแป้นคันเร่ง 1 ครั้ง
4. บิดกุญแจสตาร์ทเท่านี้คุณก็ไม่ต้องนั่งเสียฟอร์มสตาร์ทรถ แชะ แชะ แชะแล้ว
ขอให้ทำจนเป็นนิสัยไม่ว่ารถเก่าหรือรถใหม่ หากทำตามวิธีนี้แล้วไม่ได้ผลให้ ท่านนำรถเข้าตรวจเช็คที่ศูนย์บริการหรือร้านซ่อมระบบไฟไดชาร์ท ไดสตาร์ทโดยทั่วไป
MKT Team
การเตรียมความพร้อมก่อนการไปสอบใบขับขี่

1 การทดสอบตาบอดสี
โดยเจ้าหน้าที่จะชี้ไปที่จุดสีในวงกลมโดยจะมีแค่ 3 สี คือ สีแดง สีเหลืองและสีเขียว เท่านั้น

2 การทดสอบปฏิกริยา
ความไวของเท้าในการเบรคหรือการตอบสนองของเท้า โดยเจ้าหน้าที่จะชี้ไปที่จุดสีในวงกลมโดยจะมีแค่ 3 สี คือ สีแดง สีเหลืองและสีเขียว เท่านั้น

3 การทดสายตาทางกว้าง
โดยเจ้าหน้าที่จะให้ผู้ทดสอบจมูกแนบกับเครื่องทดสอบตามองตรงไปข้างหน้าและใช้หางตาทั้งสองข้างดูไฟด้านข้างทั้งสองข้างให้ถูกต้องจะมีเจ้าหน้าที่คอยกดไฟให้ผู้ทดสอบตอบว่าซ้ายสีอะไรและขวาสีอะไร มีสีแดง สีเขียวและสีเหลืองเท่านั้น

4 การทดสอบสายตาทางลึก
โดยเจ้าหน้าที่จะให้ผู้ทดสอบนั่งห่างจากตัวเครื่องทดสอบระยะ 2.50 – 3.50 เมตร ภายในตัวเครื่องผู้ทดสอบจะมองเห็นหลักอยู่ 2 หลัก อยู่ขนานกันแล้วเจ้าหน้าที่จะเลื่อนหลักไปด้านหลัง 1 หลัก แล้วให้ผู้ทดสอบใช้กล่องควบคุม กล่องควบคุมก็จะมีปุ่ม 2 ปุ่ม สีเขียวจะเลื่อนออกจากตัวและสีแดงจะเข้ามาหาตัวผู้ทดสอบ ผู้ทดสอบจะต้องเลื่อนหลัก 2 หลักให้มาขนานกันและไม่ห่างเกิน 1 นิ้ว ถือว่าผ่านการทดสอบ
5 การทดสอบข้อเขียน
ด้วยระบบ อี – เอ็กแซม เป็นการทดสอบด้วยระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งสะดวกและรวดเร็วทราบผลได้ทันทีหลังการทดสอบ ระบบจะสุ่มแบบทดสอบให้ทำเพียง 30 ข้อ ๆ ละ 1 คะแนน ทำคะแนนได้มากกว่า 23 คะแนนถือว่าผ่าน เกณฑ์
สอบใบขับขี่ ท่าปฏิบัติ
สอบใบขับขี่ ท่าปฏิบัติ มี 3 ท่า
• จอดเข้าซองโดยการเอาหน้าเข้า (เดินหน้า ถอยหลัง)
• ถอยหลังเข้าซองครับ โดยการถอยจากจุดสอบที่หนึ่งที่เราเข้าโดยการเอาหน้าเข้า
• จอดชิดขอบทาง
1. การเข้าซอง(เอาหน้าเข้า)
สำหรับด่านนี้ ส่วนใหญ่ผ่านครับเพราะถือเป็นพื้นฐานอยู่แล้ว จุดที่ต้องระวังคือ เมื่อเราอยู่ในรถ ต้องคาดเข็มขัด ห้ามรับโทรศัพท์ และรถห้ามดับครับ ไม่อย่างนั้น ตกทันทีครับ (ขณะขับต้องเปิดกระจกทั้งสองด้านด้วย และควรเปิดไฟเลี้ยวเมื่อต้องการจะเลี้ยวด้วย ) สำหรับช่องที่ให้เข้าไปจอดนั้น มีขนาดใหญ่กว่าช่องจอดปกติเล็กน้อย
2. ถอยหลังเข้าซอง
สำหรับข้อนี้จะมีกฎเพิ่มมาคือ ให้ใช้เกียร์ได้เพียง 7 เกียร์ (สำหรับถอยเข้า และ ถอยออกเพื่อไปสอบด่านต่อไปด้วย) ถ้าใช้เกินตก
3. จอดเทียบฟุตบาท
ด่านนี้ ให้จอดเทียบฟุตบาทโดยมีระยะห่างห้ามเกิน 25 ซมครับ(ตามกฎหมาย และมีถามในตอนสอบทฤษฎีด้วย) และจอดหลังป้ายเครื่องหมายหยุด ในระยะทางที่พอเหมาะ ซึ่งในขณะสอบด่านนี้ จุดที่ยากคือห้ามใช้เกียร์ถอยหลังครับ ถ้าใช้ตกทันที จอดระยะห่างเกินที่กำหนดก็ตกทันที สำหรับด่านนี้มีเทคนิคคือเราควรจัดรถให้มีระยะที่พอดีก่อนที่จะเข้าไปยังพื้นที่สอบ เพราะถ้าเข้าพื้นที่สอบแล้วเราจะไม่สามารถใช้เกียร์ถอยหลังได้
สิ่งที่เราต้องเน้นเลยคือ ใจเย็นๆครับ คนไปสอบก็มือใหม่ด้วยกันทั้งนั้น ไม่ต้องรีบ ไม่ต้องรน ถ้าเป็นไปได้ คันเร่งไม่ต้องไปเหยียบเลยก็ได้ครับ ค่อยปล่อยๆรถไหลไป ถ้าผิดอะไร จะได้แก้ทันครับ คนสอบตกส่วนใหญ่จะประหม่า เลยทำให้ตัดสินใจผิดพลาด และที่สำคัญอย่าตกม้าตายเรื่องที่ควรระวังครับ เช่น คาดเข็มขัด โทรศัพท์มาห้ามรับ(ปิดไปเลยยิ่งดี) และอย่าลืมเปิดไฟเลี้ยวหากจะเลี้ยว สำหรับคนที่ยังไม่ผ่าน ก็สามารถมาสอบแก้วันหลังได้ ซึ่งสามารถแก้เฉพาะท่าที่ไม่ผ่านได้ แต่ ถ้าตกท่า2 ต้องสอบท่าที่1ด้วย เพราะเป็นท่าต่อเนื่องครับ สุดท้ายนี้ขอฝากถึงคนที่ไปสอบแล้วแต่ยังไม่ผ่านนะครับ ว่าไม่ต้องเสียใจไป ไปสอบครั้งใหม่ใจเย็นๆครับอย่าไปเครียดกับมัน คิดว่าไปขับเล่นสนุกๆดีกว่า ส่วนเรื่องซื้อใบขับขี่อย่าไปซื้อเลยครับตัดปัญหาการถูกหลอก ได้ยินมาว่ามีพวกกลุ่มหลอกหลวงที่มาบอกว่าจ่ายเงินให้เขา แล้วเขาจะสามารถไปเอาใบขับขี่มาให้เราได้โดยไม่ต้องสอบ แต่พอเราจ่ายไปก็หายต๋อม การสอบมันไม่ได้ยากอย่างที่คิด แถมเรายังได้อะไรมากกว่าที่คิดครับ
ที่มา siamdriving.com