MKT Team
โช้กอัพ (Shock Absorber)เป็นอุปกรณ์สำคัญที่ช่วยรองรับแรงกระแทก ลดแรงสั่นสะเทือนของรถ และยังทำหน้าที่หน่วงการเคลื่อนที่ขึ้นลงของตัวถังรถยนต์ เพื่อให้ล้อรถสัมผัสกับผิวถนนตลอดเวลาขณะรถวิ่ง ทั้งยังดูดซับการสั่นของสปริง ทำให้การเด้ง ขึ้น-ลง หรือการเต้นของตัวรถยนต์ ลดน้อยลงทำให้การสั่น หรือการเต้นของน้ำหนัก ที่สปริงไม่ได้รองรับ เช่น ล้อ, เพลาล้อ, ตัวห้ามล้อ ฯลฯ ลดน้อยลง

โช้กอัพ แบ่งตามสื่อการทำงานได้ 2 ระบบ คือ โช้กอัพน้ำมัน โช้กอัพชนิดนี้ใช้น้ำมันไฮดรอลิกเป็นตัวทำงานให้เกิดความหนืดเพียงอย่างเดียว ในขณะที่ทำงานน้ำมันไฮดรอลิกจะไหลผ่านวาล์วภายในลูกสูบจึงทำให้เกิดฟองอากาศทำให้โช้กอัพทำงานได้ไม่ดีเท่าที่ควร โดยเฉพาะกับรถที่ต้องใช้ความเร็วสูง

โช้กอัพแก๊ส คือ โช้กอัพที่อาศัยการทำงานร่วมกัน ระหว่างแก๊สไนโตรเจน และ น้ำมันไฮดรอลิก มีหลักการทำงานคือ เมื่อโช้กอัพได้รับแรงสะเทือนจากพื้นถนน ลูกสูบของโช้กอัพจะเลื่อนตัวลงมาด้านล่างของกระบอกลูกสูบ ทำให้น้ำมันไฮดรอลิกที่บรรจุในกระบอกสูบไหลผ่านวาล์วขึ้นไปห้องน้ำมันด้านบน และน้ำมันอีกส่วนไหลผ่านวาลว์ ด้านล่างเข้าไปในห้องน้ำมันสำรอง ขณะเดียวกัน น้ำมันในห้องน้ำมันสำรอง จะทำการอัดแก๊สไนโตรเจนให้เกิดแรงดัน เมื่อแก๊สมีแรงดันก็จะดันน้ำมันไฮโดรลิกที่อยู่ในห้องน้ำมันสำรอง กลับเข้าสู่กระบอกสูบดังเดิม โดยในขณะเดียวกันแรงดันที่เกิดขึ้นก็จะทำให้ฟองอากาศแตกตัว

แต่สิ่งหนึ่งที่คุณควรทราบก็คือ จะรู้ได้อย่างไรว่ารถของคุณควรเปลี่ยนโช้กอัพ?. สังเกตง่ายๆเมื่อรถมีอาการเต้นหรือกระโดดขึ้นลงเมื่อขับรถผ่านทางขรุขระโดยทดสอบอย่างง่ายๆ ให้ท่านเหยียบบนกันชนและขย่มหลายๆ ครั้ง หลังจากปล่อยเท้าออกแล้ว ถ้ารถยังเต้นขึ้นลงต่อไปแสดงว่าโช้กอัพเสียหรือเป็นโช้กอัพไม่ได้มาตรฐาน

การติดตั้ง “โช้กอัพใหม่” ไม่ได้หมายถึงประสิทธิภาพการทำงานของโช้คอัพจะเต็ม 100% เสมอไป หากผู้ติดตั้งไม่ได้ทำการเช็กโช้กอัพให้พร้อมก่อนการติดตั้ง มักจะเกิดปัญหาตามมา รวมถึงอายุการใช้งานของโช้กอัพก็จะสั้นกว่าที่ควรจะเป็นอีกด้วย สาเหตุอาจเกิดจากโช้กอัพดังกล่าวเป็นโช้กอัพประเภทโช้คแก๊ส 2 กระบอก (Twin Tube) ซึ่งหากเป็นโช้กที่สมบูรณ์จากโรงงาน “แก๊ส” จะต้องอยู่ในโช้กอัพกระบอกที่ 2 (Reserve Tube) แต่ความผิดปกติเกิดจากการที่แก๊สหลุดเข้าไปอยู่ในกระบอกแรก ทำให้โช้กอัพเสียแรงเสียดทาน ดังนั้นเมื่อลูกสูบโช้กสัมผัสแก๊สส่งผลให้การเคลื่อนที่ของแกนโช้กผิดปกติ

ที่สำคัญก็คือการ “เช็กความสมบูรณ์ของโช้กอัพ” ก่อนการติดตั้ง เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพการทำงานของโช้กอัพเต็ม 100% ด้วยวิธีง่ายๆ และใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที ซึ่งช่างผู้ติดตั้งสามารถทำได้โดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์อื่นๆ ช่วย การเช็คความสมบูรณ์ของโช้คอัพก่อนการติดตั้ง ดังภาพประกอบที่ 1 จะเริ่มจาก

• วางโช้กอัพในลักษณะตั้งขึ้น เหมือนการติดตั้งในรถ
• กดโช้กอัพลงให้สุด และปล่อยให้แกนโช้คเคลื่อนตัวขึ้น
• หากมีช่วงในการกดและคืนตัวที่ไม่สม่ำเสมอ เช่น มีอาการวืดในบางช่วง ให้สันนิษฐานว่ามีอากาศอยู่ภายในกระบอกโช้ก

เมื่อพบความผิดปกติของโช้กอัพก่อนการติดตั้งก็สามารถแก้ไขได้ง่ายๆ ด้วย 3 ขั้นตอนดังนี้
•คว่ำโช้กลง และกดให้แกนโช้กเข้าไปในกระบอกโช้กจนสุด
• หงายโช้กขึ้นในลักษณะเหมือนการติดตั้งปกติ
• ปล่อยแกนโช้กให้ขึ้นมาด้วยแรงดันภายในกระบอกโช้กตามปกติ

ทำซ้ำขั้นตอนประมาณ 3 ครั้ง หรือสามารถสังเกตการเคลื่อนตัวของแกนโช้กให้เคลื่อนตัวขึ้นอย่างราบเรียบ เท่านี้ก็สามารถนำโช้กอัพไปติดตั้งได้แล้ว สำหรับผู้ที่ไม่ได้เป็นช่างก็สามารถจดจำวิธีการนี้ ไปแนะนำกับช่างเพื่อทดสอบความละเอียดรอบคอบของช่าง ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ของตัวคุณเอง
MKT Team
การขับรถยนต์ให้ปลอดภัย นอกจากผู้ขับต้องมีความชำนาญแล้ว ท่าทางในการขับก็เป็นพื้นฐานที่สำคัญว่าจะเพิ่มหรือ
ลดประสิทธิภาพในการควบคุมรถยนต์ และทัศนวิสัยในการขับ ผู้ขับหลายคนปรับเบาะได้ถูกต้องแล้ว แต่พยายามโยกตัวมาด้านหน้า เพื่อให้มองเห็นปลายของฝากระโปรงหน้า บางคนชอบปรับเบาะให้เอนมากๆ แล้วชะโงกตัวขึ้นมาโหนพวงมาลัยแผ่นหลังจึงไม่สัมผัสพนักพิงอย่างเต็มที่ ทำให้สูญเสียความฉับไวและความแม่นยำในการควบคุมรถยนต์

การปรับตำแหน่งเบาะ ส่วนใหญ่ปรับได้อย่างน้อย 3 จุด คือ
ระยะของเบาะนั่ง มุมเอียงของพนักพิงและระดับสูง-ต่ำของหมอนรองศีรษะ
ส่วนการปรับระดับสูง-ต่ำของเบาะนั่งหรือมุมเอียงของหมอนศีรษะ จะช่วยให้ผู้ขับขี่ปรับได้จนเหมาะสมมากขึ้น
การปรับเบาะนั่งให้ได้ระยะที่เหมาะสม สำหรับรถยนต์เกียร์ธรรมดาทำได้โดยใช้ฝ่าเท้าซ้ายเหยียบแป้นคลัตช์ให้สุด
(ไม่ควรใช้ปลายเท้าเหยียบคลัตช์) จากนั้นเลื่อนเบาะให้หัวเข่าซ้ายงอเล็กน้อย

สำหรับรถยนต์เกียร์อัตโนมัติ ซึ่งไม่มีแป้นคลัตช์ ให้ใช้เท้าซ้ายเหยียบลงบนแป้นพักเท้าหรือพื้นรถยนต์ และใช้ฝ่าเท้าขวาเหยียบแป้นเบรกจนสุดไว้ จากนั้นเลื่อนเบาะนั่งให้หัวเข่าขวางอเล็กน้อย สาเหตุที่ต้องปรับให้หัวเข่ายังงอขณะเหยียบเบรกจนสุด ก็เพื่อไม่ให้ร่างกายรับแรงกระแทกหากเกิดการชน แรงกระแทกจากแป้นเบรกจะดันเข้ามา หัวเข่าที่งออยู่แล้วก็จะสบัดขึ้น ช่วยลดแรงกระแทก แต่ถ้าปรับเบาะไว้ห่างเกินไป จนต้องเหยียบขาตึงเวลาเหยียบเบรก เพราะเมื่อเกิดการชน ขาที่เหยียดตรงจะรับแรงกระแทกเข้ามายังสะโพกแบบเต็มๆ

การปรับมุมเอียงของพนักพิง แผ่นหลังแนบกับเบาะ ให้ใช้มือซ้าย-ขวา จับพวงมาลัยที่ตำแหน่ง 9 และ 3 นาฬิกา (หรือ 10 และ 2 นาฬิกา) และปรับตำแหน่งพนักพิง กระทั่งข้อศอกทั้ง 2 ข้างหย่อนเล็กน้อย แล้วลองเลื่อนมือไปจับพวงมาลัยในตำแหน่ง 12 นาฬิกา แขนต้องยังไม่ตึง โดยไม่ต้องโยกตัวขึ้นมา หรือแบมือพาดลงไปด้านบนสุดของวงพวงมาลัย ต้องอยู่บริเวณข้อมือจึงจะเป็นตำแหน่งที่เหมาะสมต่อการขับมากที่สุด

การนั่งห่างหรือปรับพนักพิงเอนมากไป ทำให้ต้องมีการโยกลำตัวขึ้น-ลงในบางจังหวะที่หมุนพวงมาลัย ทำให้ขาดความฉับไว และการทิ้งน้ำหนักที่ผิดอาจทำให้กระดูกสันหลังมีปัญาหาในระยะยาวได้ การนั่งชิดพวงมาลัยเกินไป อาจเกิดจากความต้องการมองด้านหน้าสุดของฝากระโปรงหน้า เพราะกลัวจะกะระยะไม่ถูก ซึ่งเป็นการปฏิบัติที่ไม่ถูกต้อง เพราะด้านหน้าของรถยนต์ยุคใหม่มักงุ้มต่ำ บางรุ่นต้องชะโงกแบบสุดๆ ถึงจะเห็น

ดังนั้นควรใช้วิธีกะระยะเอาเองดีกว่า ข้อศอกที่งอมากเกินไป ก็ชิดลำตัว ทำให้การหมุนพวงมาลัยไม่คล่อง อีก 2 ประเด็น ที่สำคัญคือ การนั่งชิดพวงมาลัยเมื่อเกิดอุบัติเหตุ แม้คาดเข็มขัดนิรภัยก็ยังเสี่ยงต่อการอัดเข้ากับพวงมาลัยเมื่อเกิดอุบัติเหตุ เพราะเข็มขัดนิรภัยอาจรั้งได้ไม่ทัน
MKT Team
พอจะได้ยินเสียงไดสตาร์ตและการหมุนของเครื่อง แต่เป็นการหมุนช้าๆ อืดๆอาการนี้มักจะมีปัญหามาจากแบตเตอรีไฟอ่อน ทั้งแบตฯ เสื่อม หรือไดชาร์จไม่ปกติ ไม่ใช่ปัญหาหาที่ตัวเครื่อง

อาการเสียแบบนี้ถ้าเป็นระบบเกียร์ธรรมดา สามารถเข็นและเข้าเกียร์ 2 ถอนคลัตช์ กระตุกติดเครื่องได้ หรือถ้าเป็นเกียร์อัตโนมัติก็สามารถพ่วงแบตเตอรีจากภายนอก เพื่อสตาร์ตเครื่องให้ติดได้

เมื่อเครื่องทำงานแล้ว ให้ดูไฟรูปแบตเตอรีที่หน้าปัด ว่าสว่างหรือเรื่อๆ หรือไม่ ถ้ามี แสดงว่าระบบไดชาร์จไม่ปกติ ใช้แต่ไฟจากแบตฯ ีจนอ่อนลงเรื่อยๆ ไม่นานเครื่องก็๋จะดับ ถ้าจะขับให้ได้

ไกลหน่อย ก็ต้องหาแบตที่มีไฟมากๆ มาใส่หรือพ่วงไว้แต่ถ้าไฟรูปแบตเตอรีไม่สว่าง แสดงว่าการชาร์จไฟปกติ ถึงแบตฯ จะเสื่อม แต่ถ้าไม่ทำให้เครื่องดับ ก็สามารถขับไปได้เรื่อยๆ

++ บิดกุญแจแล้วเครื่องหมุนเร็วด้วยไดสตาร์ต แต่เครื่องไม่ทำงานเอง++

อาการนี้หลายคนเข้าใจผิดว่า แบตเตอรีเสียหรือไดสตาร์ตเสีย เตรียมหาแบตฯ มาพ่วง ทั้งที่ความจริง แบตฯ และไดสตาร์ตเป็นปกติ เพราะเมื่อบิดกุญแจแล้ว เครื่องหมุนได้เร็วด้วยไดสตาร์ต

แต่เครื่องไม่สามารถทำงานได้เอง เมื่อปล่อยการบิดกุญแจเครื่องก็หยุดหมุนปัญหาอยู่ที่ตัวเครื่อง เพราะแบตฯและไดสตาร์ตปกติดี ไม่ต้องเข้นกระตุกหรือหาแบตฯมาพ่วง ให้ตรวจสอบที่ตัว

เครื่องยนต์ เช่น มีไฟมีเลี้ยงระบบหรือไม่ ปั๊มส่งน้ำมันเชื้อเพลิงทำงานดีหรือเปล่า ฯลฯ โดยต้องตรวจสอบระบบต่างๆ ของเครื่องเพื่อหาปัญหาที่แท้จริงอาการนี้ มีแนวโน้มจะซ่อมในพื้นที่ซึ่งรถ

จอดเสียได้ยากกว่า 2 อาการแรก ที่ถ้าทำให้เครื่องหมุนได้เครื่องก็ทำงานเองได้ และสามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าแบบชั่วคราวได้ง่าย

แค่กระตุกรถหรือพ่วงแบตเตอรีก็น่าจะไปได้เครื่องหมุนจี๋ด้วยไดสตาร์ต แต่เครื่องไม่ทำงานเอง เป็นปัญหาที่เครื่อง ไม่เกี่ยวกับไดสตาร์ตและแบตฯ หลายกรณีที่พบ อาจไม่สามารถซ่อม

บริเวณที่รถจอดอยู่ได้อย่างสะดวก ต้องยกหรือลากรถไปซ่อมต่อไป

++ อาการเครื่องไม่ติด ตั้งสติค่อยๆ ดูว่าอาการจริงเป็นเช่นไร เพื่อบอกช่างหรือคนที่มาช่วยได้ละเอียด เพราะอาจไม่ใช่ปัญหาจากแบตหรือไดสตาร์ตผิดปกติเสมอไป ++
MKT Team
หลังน้ำลด ปัญหาหลายอย่างใช่ว่าจะไหลตามน้ำไป ร่างกาย จิตใจ ทรัพย์สิน คงต้องใช้เวลาฟื้นฟู ในส่วนของรถยนต์ที่เป็นเหมือนเพื่อนตายของรัก ก็ต้องได้รับการดูแลอย่างทันท่วงทีเช่นกัน เพราะถ้าปล่อยไว้นานพวกอุปกรณ์ทางเทคนิค และไม่ใช่เทคนิคก็มีโอกาสเน่า และทำให้ฟื้นกลับมาเหมือนเดิมยาก
การดูแลรถยนต์ที่โดนน้ำท่วมห้องเครื่อง หรือสูงมิดคัน (เพราะถ้าต่ำกว่านั้นไม่น่าจะมีปัญหาอะไรมาก แต่ก็จำเป็นต้องนำรถเข้าไปเช็คที่ศูนย์บริการ หรืออู่ซ่อมที่สะดวกเช่นกัน
1.พึงเอาไว้ว่าอย่าทำการสตาร์ทรถ หรือบิดกุญแจให้ไฟออนโดยเด็ดขาด จากนั้นเดินไปเปิดฝากระโปรงรถและปลดขั้วแบตเตอรี่ทันที โดยจะปลดขั้วใดขั้วหนึ่งหรือจะปลดทั้ง ขั้วบวกขั้วลบก็ได้ (จริงๆถ้าคุณคาดว่าน้ำจะท่วมสูงถึงห้องเครื่องให้เตรียมปลดขั้วแบตเตอรี่ เอาไว้ล่วงหน้าก่อนจะเป็นการดีที่สุด) เพื่อป้องกันไม่ให้ไฟเข้าไปเลี้ยงระบบต่างๆของรถ รวมถึงเครื่องยนต์

2.เปิดประตูออกทุกบาน ให้ลมโกรก หรือถ้ามีแดดให้จอดตากแดด จากนั้นถอดเบาะนั่ง พรม ผ้าต่างๆ ที่อยู่ภายในรถออกมาซักทันที เพราะถ้าทิ้งเอาไว้นาน ความเหม็นอับจะมาเยือน

3.เริ่มเข้าสู่กระบวนการทางเทคนิคที่พอจะทำได้เอง คือ ปลดทุกอย่างที่เป็นขั้วไฟฟ้า โดยเฉพาะขั้วสายไฟภายในห้องเครื่อง ทั้งตัว ECUและ รีเรย์ต่างๆ จากนั้นฉีดสเปรย์ไล่ความชื้น หรือใช้ไดร์เป่าผม เป่าให้แห้ง

4.ถ่ายน้ำมันเครื่อง น้ำมันเกียร์ (ต้องรีบเอาน้ำออกจากระบบให้เร็วที่สุด เพื่อป้องกันสนิมจับ) รวมถึงเปลี่ยนกรองอากาศ ซึ่งประเด็นนี้ใครทำเองได้ก็ทำเลย เพราะยิ่งจัดการเร็วโอกาสที่สนิมจะมาเยือนก็น้อยตามไปด้วย แต่ถ้าไม่ไหวก็ต้องเข้าศูนย์บริการหรืออู่ ซึ่งจะมีขั้นตอนการเปลี่ยนถ่ายที่ถูกต้องและละเอียดมาก

...ทั้งหมดเป็นวิธีการดูแลเบื้องต้น เพราะสุดท้ายแล้วรถโดนน้ำท่วมขนาดนี้ ต้องรีบนำเข้าศูนย์บริการ หรืออู่ซ่อมที่สะดวกทันที ซึ่งน่าจะดีกว่าถ้าเลือกใช้บริการจากรถยก และขอย้ำว่าห้ามสตาร์ทเครื่องโดยเด็ดขาด

อย่างไรก็ตามการที่รถสุดรักของคุณจะฟื้นกลับมาดีดั่งเดิมได้ขนาดไหน ขึ้นอยู่กับเวลาที่จมอยู่ใต้น้ำ หรือความสามารถในการนำกลับมาดูแลรักษาอย่างรวดเร็ว รวมถึงประเภทของรถ กล่าวคือถ้ารถยิ่งมีระบบไฟฟ้าซับซ้อน ก็ยิ่งมีความเสี่ยงที่จะเกิดความเสียหายมากตามไปด้วย
ถ้ารถจมบาดาลอยู่ 1-2 วัน โอกาสแก้สภาพกลับมาเหมือนเดิมได้เกิน 90% แต่ถ้านานกว่านั้น ECUเข้าขั้นโคม่า ชิ้นส่วนไฟฟ้าต่างๆจะโดนความชื้น สนิมเริ่มกิน รวมถึงขี้เกลือต่างๆเริ่มจับตัว ดังนั้นเปอร์เซ็นที่จะคืนสภาพก็จะลดลงตามวันเวลาที่แช่น้ำ

ในส่วนของราคาค่าซ่อม ขึ้นอยู่กับสภาพการและประเภทรถตามที่กล่าวไปข้างบน และน่าจะอยู่ระดับ 50,000-100,000 บาท (แต่ถ้าโอเวอร์ฮอล์เกินนี้แน่นอน) ซึ่งใครทำประกันภัยชั้นหนึ่ง หรือมีกรมธรรม์ครอบคลุมอุทกภัยเอาไว้น่าจะใจชื้นได้บ้าง

แหล่งที่มา http://www.manager.co.th
MKT Team
การขับรถบนถนนเปียก หรือขับรถลุยแอ่งน้ำตื้นๆ แล้วเกิดอาการลื่นไถล หรือดึงแถเอียงไปข้าง รวมถึงอาการหนักถึงขั้นหมุน คนส่วนใหญ่ทราบดีว่า เมื่อถนนเปียกจะลื่นกว่าถนนแห้ง แต่มักไม่ได้มองลึกถึงต้นเหตุที่แท้จริง คือ อาการเหินน้ำ (HYDROPLAINING)

++หน้าสัมผัสของยาง ต้องกดแนบพื้น จึงจะยึดเกาะ++
เป็นหลักการพื้นฐานง่ายๆ ว่า ยางรถจะเกาะถนนได้ด้วยหน้าสัมผัสที่กดแนบกัน และไม่ได้แค่แนบธรรมดา แต่เป็นเหมือนเฟืองยางนิ่มถี่ๆ ที่ถูกแรงกดแต่ละล้อหลายร้อยกิโลกรัม ให้แทรกตัวลงบนพื้นถนนที่เป็นเหมือนเฟืองแข็งไร้ระเบียบ ไม่ได้เรียบแบบกระจก ไม่ได้แนบกันเหมือนกับเอาฝ่ามือแนบกับกระจก ลองนึกภาพตามว่ายางกับถนน จะคล้ายกับคนใส่รองเท้าแตะฟองน้ำเดินอยู่บนผิวยางมะตอยหรือคอนกรีตผิวหยาบ หน้าสัมผัสของหน้ายางที่ถูกกดลงบนผิวถนน ทำให้เกิดแรงเสียดทานและนั่นคือ การเกาะถนน ยิ่งมีหน้าสัมผัสมากยิ่งดี แต่ก็ต้องเหมาะสมกับประเภทของรถและลักษณะการใช้งาน ไม่ใช่รถคันเล็กใช้งานทั่วไป แต่ใส่ยางหน้ากว้างมากๆ

การ ใส่ยางหน้าสัมผัสกว้าง แม้จะมีพื้นที่สัมผัสกับพื้นโดยรวมใกล้เคียงกับยางหน้าแคบ เพราะน้ำหนักกดลงในแต่ละล้อเท่าเดิม ยางที่กลวงและมีแรงดันลมภายใน จะพยายามทำให้ยางมีหน้าสัมผัสโดยรวมใกล้เคียงกัน ไม่ว่าจะใส่ยางหน้ากว้างหรือแคบ หากแรงดันลมยางและน้ำหนักที่กดลงเท่าเดิมแต่ยางหน้ากว้าง จะมีการเฉลี่ยแรงกดในหน้าสัมผัสแต่ละตารางมิลลิเมตรได้ใกล้เคียงกันกว่าหน้า แคบที่มีแรงกดต่อหน่วยพื้นที่มากๆ เฉพาะในช่วงกลางของหน้าสัมผัส ยางหน้ากว้างจะมีการเฉลี่ยแรงกดในแต่ละหน่วยพื้นที่ได้ดี ทำให้เกาะถนนดีเมื่อรถแล่น เพราะเฟืองยางนิ่มๆ (ที่มองไม่เห็น) จะหลุดออกจากหน้ายางได้ยากกว่าการ เกาะถนน เกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อยางมีหน้าสัมผัสกับพื้น เฟืองยางถี่ๆ ไม่ถูกปั่นหรือไถลจนหลุด ส่วนร่องยางหรือดอกยาง มีไว้เพื่อรีดน้ำหรือให้น้ำแทรกตัวเข้าไปอยู่ได้ชั่วคราว แล้วไล่ออกไปได้บางส่วน การที่บอกว่ายางไร้ดอกหรือยางหัวโล้นจะไม่เกาะถนน ต้องเน้นด้วยว่าเป็นเช่นนั้นบนถนนเปียก ส่วนบนถนนเรียบแห้งจะเกาะถนนดีกว่ายางมีดอก อย่างเช่นรถแข่งทางเรียบใช้กันและเรียกยางไร้ดอกว่า ยางสลิก

++ อาการเหินน้ำ++

ชื่อไม่ค่อยคุ้น เรียกไม่ง่ายนัก แต่ถ้านึกภาพตามจะเข้าใจได้ง่าย คนส่วนใหญ่ทราบว่า เมื่อพื้นเปียกจะลื่น แต่ไม่ค่อยเข้าใจถึงการอาการเหินน้ำซึ่งเป็นต้นเหตุของการลื่น และถึงรถจะไม่มีอาการลื่นอย่างชัดเจน ขณะที่ยางหมุนผ่านพื้นเปียก ก็เกิดอาการเหินน้ำขึ้นไม่มากก็น้อย เพราะหน้าสัมผัสย่อมไม่เต็มร้อยแบบพื้นแห้ง การลื่นของคนเดินบนพื้น กับการลื่นของยางรถขณะรถแล่นไป คล้ายกันแค่บางส่วน แต่จริงๆ แล้วต่างกัน คล้ายกันตรงที่จะเกิดการยึดเกาะได้ก็ต่อเมื่อมีหน้าสัมผัสกับพื้นโดยไม่มี น้ำคั่น แตกต่างกันที่รองเท้าเป็นการกดลงจากด้านบน แต่ยางรถเป็นการหมุนไล่ไปเรื่อยๆ

อาการลื่นเมื่อพื้นเปียก เกิดขึ้นจากการมีชั้นหรือฟิล์มของน้ำอยู่บนผิวของพื้นแล้วหน้าสัมผัสที่กดลง ไป ไม่สามารถกดหรือกระแทกไล่น้ำออกจากหน้าสัมผัสได้ทั้งหมด กลายเป็นมีฟิล์มน้ำแทรกอยู่ระหว่างกลาง ยิ่งมีน้ำแทรกอยู่ระหว่างกันเป็นพื้นที่มากเท่าไร ก็ยิ่งเกิดอาการลื่นมาก ยางที่หมุนไปบนพื้นเปียก ต้องพยายามกดไล่น้ำออกไปทั้งสองข้าง และน้ำบางส่วนต้องแทรกเข้าไปในร่องของดอกยางให้ได้มากที่สุด เพื่อให้เหลือหน้าสัมผัสใกล้เคียงตอนถนนแห้งมากที่สุด

อาการ เหินน้ำ คือ การที่ยางไม่สามารถไล่น้ำออกจากหน้าสัมผัสได้มากพอหรือทันท่วงที กลายเป็นอาการยางหมุนอยู่บนฟิล์มน้ำ ไม่ได้หมุนโดยการสัมผัสกับพื้น หมุนแต่หมุนลอยอยู่บนชั้นของน้ำ โดยอาการเหินน้ำไม่จำเป็นล้อเหินเต็มหน้าจนลื่นไถล แต่เหินแค่บางส่วนของหน้ายางก็ถือว่าเกิดอาการเหินน้ำแล้ว เพียงแต่ผู้ขับจะคิดว่าเมื่อไรที่ลื่นถึงจะเป็นการเหินน้ำ

หากยังงง ให้นึกภาพเปรียบเปรยกับการราดน้ำไว้บนพื้นหรือโต๊ะ เอาฝ่ามือตบลงบนน้ำ จะรู้สึกได้ว่า มือจะไม่แนบลงไปสนิทเหมือนตอนแห้งๆ ถ้าแนบนิ้วมือให้ชิดกันก็คล้ายกับยางไม่มีดอก การตบลงเพื่อไล่น้ำออกจากหน้าสัมผัส จะแย่กว่าการกางนิ้วมือออกจากกันเล็กน้อย ร่องระหว่างฝ่ามือที่ให้น้ำแทรกเข้าไปได้ก็คล้ายกับร่องดอกยางนั่นเอง

++อาการที่ผู้ขับรู้สึก++

ถ้าเกิดอาการเหินน้ำมาก ก็จะรู้สึกว่ารถลื่น พวงมาลัยไม่สามารถควบคุมทิศทางได้เต็มที่ หรือแย่ถึงขั้นลื่นไถล รวมถึงรถหมุนคว้างเลยก็มี ในความเป็นจริง ส่วนใหญ่เป็นอาการเหินน้ำ คือ มีชั้นของน้ำอยู่เหนือพื้น หน้าสัมผัสของยางกดลงบนพื้นได้น้อยกว่าสภาพการขับรถในขณะนั้น หน้ายางบางส่วนหรือหลายส่วนหมุนอยู่บนชั้นน้ำ ไม่ใช่บนพื้น ไม่มียางรถรุ่นใดยี่ห้อใดรีดน้ำได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ผู้ผลิตยางรถล้วนพยายามลดอาการเหินน้ำของยางให้น้อยลงในยางรุ่นใหม่ทุกรุ่น ที่ผลิตออกมา แต่ก็ไม่เคยทำให้ปลอดอาการเหินน้ำเลย ไม่ว่าจะเป็นยางรุ่นใหม่หรือโฆษณาว่ารีดน้ำดีเพียงไร ก็อย่าฝันว่าจะปลอดการเหินน้ำ ถ้าพื้นเปียกและรถแล่นอยู่ ยังไงยางก็จะรีดน้ำได้ไม่หมดสนิท ไม่ลื่นมากก็น้อย ไม่เหินน้ำมากก็น้อย ยิ่งผิวน้ำหนา ยิ่งขับรถเร็ว ก็ทำให้ยางหมุนผ่านไปอย่างรวดเร็ว การกดเพื่อไล่น้ำออกจากหน้าสัมผัสก็จะแย่ลงกว่าน้ำผิวบางและรถแล่นช้า ทำให้ยางหมุนผ่านไปช้าๆ

++สรุปง่ายๆ ว่า ยิ่งน้ำหนา ยิ่งขับรถเร็ว ก็ยิ่งมีโอกาสเกิดอาการเหินน้ำมากขึ้น++

ผู้ขับรถจึงจำเป็นต้องประเมินสภาพของน้ำบนพื้นผิว กับประสิทธิภาพการรีดน้ำของยางรุ่นที่ใช้อยู่ว่า สภาพพื้นเปียกในขณะนั้นควรใช้ความเร็วเท่าไรจึงจะปลอดภัย สภาพพื้นเปียกที่น่ากลัวที่สุดคือ การเกิดอาการเหินน้ำในล้อเดียว หรือเหินน้ำไม่เท่ากันในแต่ละล้อ เจอแอ่งน้ำตื้นๆ โดยไม่คาดคิด และไม่ได้เจอทุกล้อ แต่เจอแค่ล้อข้างเดียว เช่น เส้นทางโล่งตรง ผู้ขับจึงชะล่าใจใช้ความเร็วสูง ขับไปเรื่อยๆ ก็ไม่น่ากลัวอะไร เมื่อควบคุมได้ดีก็ชะล่าใจคงความเร็วนั้นไว้หรืออาจเร่งความเร็วขึ้นเล็ก น้อย หาก บังเอิญเจอแอ่งน้ำตื้นๆ ในบางล้อ ก็จะเกิดการลื่นไม่เท่ากันในแต่ละล้อ เช่น ล้อหน้าซ้ายลื่น ล้อหน้าขวาเกาะกว่า รถก็ปัดเป๋ พวงมาลัยดึงหรืออาจถึงขั้นรถหมุนเลยก็เป็นได้ อาการลื่นของยางบนถนนเปียก ต้องทำความเข้าใจกับอาการเหินน้ำใช้ความเร็วให้เหมาะกับสภาพถนน อย่าชะล่าใจ และระวังจะเจอแอ่งน้ำตื้นหรือผิวถนนมีน้ำหนาไม่เท่ากันโดยบังเอิญ ก็จะเกิดอาการดึงจะรถเสียการทรงตัวได้