MKT Team
เป็นอุปกรณ์หนึ่ง ที่มีประโยชน์ต่อการทำงานของเครื่องยนต์ เป็นชิ้นส่วนที่ช่วยทำให้การประจุอากาศเข้าห้องเผาไหม้ (ไอดี)ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ได้ตรงตามความต้องการของเครื่องยนต์มากขึ้น

ขอกล่าวถึงในสมัยก่อนสักนิดหนึ่งว่า ระบบประจุอากาศก็เคยมีมาอยู่บ้างแล้ว ลักษณะหนึ่ง รูปแบบการทำงานจะคล้ายๆกัน อาจแตกต่างทางด้านเทคโนโลยี และส่วนใหญ่ก็จะไม่มีมากับเครื่องยนต์ในประเทศไทย ในขณะนั้น(จะเห็นแถวๆเซียงกง) แถมชื่อเรียกก็แตกต่างกัน ปัจจัยของการทำงานก็ไม่ค่อยซับซ้อนสักเท่าไหร่นัก

ระบบ ACIS ประกอบด้วย แอ๊คซิวเอเตอร์, วาวล์ควบคุมอากาศ, ถังสุญญากาศ เป็นต้น ชิ้นส่วนต่างๆเหล่านี้จะมีการทำงานอย่างสัมพันธ์กันแบบลงตัว โดยมีระบบสูญญากาศเข้ามาเกี่ยวข้อง หน้าที่การทำงาน คือ ควบคุมการประจุอากาศหรือปริมาณอากาศที่เข้าไปในห้องเผาไหม้ ให้เหมาะสมตรงตามความต้องการของเครื่องยนต์ กลไกการทำงานจะถูกติดตั้งอยู่บริเวณท่อร่วมไอดี ดังนั้นท่อร่วมไอดีในเครื่องยนต์ 2000cc ที่อยู่ในรถยนต์ altis รุ่นก่อนจะไม่เหมือนกัน ถึงแม้ว่าจะเป็นเครื่องยนต์ตระกูลเดียวกัน และปริมาตรกระบอกสูบที่เท่ากันก็ตาม แต่สำหรับเครื่องยนต์ 1800cc นั้นเป็นเครื่องยนต์ใหม่ไร้ปัญหา

ในขณะที่เครื่องยนต์ในย่านความเร็วต่ำถึงความเร็วปานกลางและภาระมาก สูญญากาศที่เกี่ยวข้องจะเป็นตัวกำหนดการทำงานของระบบ จะสั่งให้วาวล์ acis ปิด ดังนั้น ระยะการไหลของอากาศที่ไหลเข้าห้องเผาไหม้จะมีระยะทางที่ยาว ทำให้ประสิทธิภาพในการประจุอากาศในช่วงความเร็วนั้นและความต้องการในขณะนั้นเหมาะสมกับเครื่องยนต์เป็นที่สุด

ต่อไปในขณะที่เครื่องยนต์ทำงานทุกสภาวะ(ยกเว้นในช่วงความเร็วต่ำถึงความเร็วปานกลางและมีภาระมาก) สูญญากาศของระบบจะสั่งการให้วาวล์ acis เปิด ดังนั้น ระยะการไหลของอากาศที่ไหลเข้าห้องเผาไหม้มีระยะทางที่สั้นลง ทำให้ประสิทธิภาพในการประจุอากาศเหมาะสมและได้กำลังงานสูง ตามความต้องการของเครื่องยนต์นั่นเอง

นอกจากเครื่องยนต์มีระบบ acis ใน new altis แล้วนั้น ยังมีส่วนที่ทำให้รถยนต์ new altis มีประสิทธิภาพที่ยอดเยี่ยมอีก ได้แก่ ระบบ dual vvt-I , ระบบ etcs-I ,ระบบส่งกำลังแบบ cvt-I เป็นต้น เทคโนโลยี่ต่างๆเหล่านี้มีอยู่ใน โคโรลล่า altisใหม่

เชิญมาสัมผัสตัวรถจริงได้แล้ววันนี้ ทุกโชว์รูมโตโยต้า
MKT Team
สวัสดีปีใหม่ พ.ศ 2554 กันอย่างเป็นทางการกันอีกครั้ง สำหรับเพื่อนๆ ช่วงนี้หลายคนก็เริ่มที่จะกลับสู่หน้าจอคอมพิวเตอร์หารถใหม่อีกครั้ง และแน่นอนว่านอกจากรถใหม่แล้ว รถยนต์มือสองแม้จะด้อยลงไปแต่ก็ยังได้รับความนิยมเหมือนเคย หตุการณ์น้ำท่วมที่ผ่านมาเมื่อช่วงปลายปีนั้น ที่ส่งผลให้รถจำนวนมากหลายคันจมอยู่ใต้บาดาลและแน่นอนว่า มันย่อมไม่ใช่รถที่คุณควรมองและเลือกหามาใช้เป็นรถคู่ใจคันต่อไป แม้รถพวกนี้หลายๆคันจะซ่อมและวิ่งใช้งานได้ ทว่ามันก็จะมีส่วนอื่นๆที่เสียหายได้ตามมา และเจ้าของรถในเขตที่ประสบภัยหลายคนจึงตัดสินใจขายรถยนต์ และนำมาสู่วงการรถยนต์มืองสอง

อีกครั้งที่นี่เป็นมหาวิปโยคของวงการรถมือสอง เพราะไม่มีใครที่อยากจะใช้รถยนต์ที่ถูกน้ำท่วมและได้รับความเสียอย่างหนัก แต่นี่อาจเป็นโอกาสของใครบางคนที่รู้จักเปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาสและมันทำให้รถที่ถูกน้ำท่วมหลายคันเข้าสู่เต๊นท์รถมือสอง

นี่เป็นข่าวล่ามาเร็ว และเราอยากให้หลายคนที่กำลังมองหารถมือสองคันใหม่มาขับได้รู้ เพราะเราไม่แน่ใจว่าคุณอาจจะเจอแจ๊คพอทหรือไม่ และวันนี้เราจะพาไปรู้จักรถมือสองที่ถูกน้ำท่วมว่าดูอย่างไรจึงจะรู้

1.จับจุดตัวถัง สิ่งแรกที่เราสามารถเห็นได้และพอที่จะเดาประวัติว่ารถคันนั้น ถูกน้ำท่วมมาหรือไม่ควร เริ่มจากที่ตัวบอดี้รถกันก่อน ซึ่ง หากมีจุดที่ผุหรือเกิดสนิมในบริเวณที่ไม่ควรจะเกิด ให้สันนิษฐานกันก่อนเลยว่า รถคันดังกล่าวนั้นถูกน้ำท่วมมา โดยดูจากรอยจะเข็บตัวถัง ในจุดต่างๆ โดยเฉพาะ ใต้ท้องรถ อันนี้ของมันฟ้องกันอยู่แล้ว ดูได้ง่ายๆไม่ยาก โดยเฉพาะในพวกชุดช่วงล่างหรือใต้ท้อง ยิ่งแชสซีนี่ใช่เลย

2. กลิ่นห้องโดยสาร ตามปกติแล้วบรรดาผู้จัดจำหน่ายรถยนต์มือสองในปัจจุบันจะมีการปรับปรุงรถก่อนมาตั้งจำหน่าย และแน่นอนว่า มันยากที่จะทำให้เรารู้ว่า รถยนต์คันดังกล่าวนั้นถูกน้ำท่วมมาหรือไม่ ซึ่งตามปกติแล้ว เบาะ พรม และทุกอย่างจะถูกนำออกไปซัก เพื่อขจัดคราบต่างๆ แต่สิ่งหนึ่งที่อยากจะจำกัดคือ กลิ่นในห้อง โดยสาร ที่จะติดรถอยู่อย่างนั้น เนื่องจากน้ำที่ท่วมนั้นเป็นน้ำโคลน กลิ่นต่างๆจะอยู่เป็นเวลานานและถือเป็นหลักฐานที่สำคัญ

3. เครื่องยนต์ช่วยชี้แนะ เครื่องยนต์เป็นอีกจุดหนึ่งที่มีความสำคัญในการบ่งบอกประวัติรถยนต์คันนั้น และกับในกรณีน้ำท่วมเช่นกัน ที่เครื่องยนต์คงจะถูกยกออกมาถอดประกอบเพื่อล้างไส้ในจากน้ำโคลนที่เข้าไป แต่หลายๆอู่ มักจะไม่นิยมเปลี่ยนน๊อตตัวเครื่องยนต์ใหม่สักเท่าไรนัก และ เมื่อเหล็กอยู่ในน้ำเป็นเวลานานๆ น๊อตก็จะเป็นสนิมหรือมีร่องรอยการยากาวในการถอดประกอบเครื่อง โดยเฉพาะ ส่วนฝาสูบ หรือไม่ถ้ามีความรู้สึกว่าเครื่องยนต์มันดูใหม่เกินไปนั้น ให้ลองดูอย่างละเอียดดี เพราะบางครั้ง เขาก็ใช้วิธีเปลี่ยนเครื่องเอาก็เป็นไปได้

4. ระบบไฟฟ้า อีกประการที่แก้ไม่จบ น้ำกับไฟฟ้าไม่ใช่ของถูกกัน และแน่นอนว่า มันหมายถึงระบบไฟฟ้าภายในรถที่อาจจะมีปัญหาเกิดขึ้นได้ ระบบไฟฟ้าในรถยนต์ปัจจุบันถือว่าละเอียดอ่อนมาก และถ้ารถคันดังกล่าว มีอาการประเภทเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย อย่าง กระจกไฟฟ้า แล้วทำงานบ้างไม่ทำงานบ้าง อันนี้สันนิษฐานได้ว่า อาจเคยจมน้ำมา เนื่องจากความชื้นที่ยังจับตัวแน่นในแผงวงจรทำให้เกิดการทำงานที่ผิดปกติ และมันมักจะทำให้รถคันดังกล่าว มีปัญหาแบบแปลกๆ

ทั้งหมดนี้เป็นหลักการเบื้องต้นในการดูรถมือสอง ว่าจมน้ำมาหรือไม่ เพราะรถเหล่านี้ ถ้าซ่อมมาไม่ถึงก็จะไม่จบ แม้จะไม่ใช่รถอุบัติเหตุก็ตาม อย่างไรก็ดีการซื้อรถมือสอง ถ้าจะให้ดียิ่งขึ้นควรจะให้ผู้ชำนาญการไปร่วมในการพิจารณา ก่อนการตัดสินใจการซื้อรถ
MKT Team
ขับขี่ปลอดภัย … ตั้งใจดีอย่างเดียวไม่พอ

ข่าวการตั้งสถาบันสอนกฎจราจรแห่งแรกในประเทศ ไทย ช่างเป็นเรื่องน่าชื่นชมในความตั้งใจดีของกระทรวงศึกษาธิการกับกองบัญชาการ ตำรวจนครบาล เพราะเป็นที่รู้กันมานานว่าพฤติกรรมเสี่ยงคือ สาเหตุใหญ่ของอุบัติเหตุ การที่เล็งเด็กเป็นกลุ่มเป้าหมาย คงสะท้อนความเชื่อของผู้รับผิดชอบว่า การสอนกฎจราจรตั้งแต่เยาว์วัยจะนำไปสู่การลดพฤติกรรมเสี่ยงได้ในระยะยาว เข้าทำนอง คติ “ไม้อ่อนดัดง่าย ไม้แก่ดัดยาก”

ถ้าความเชื่อนั้นถูกต้อง ก็แปลว่าในระยะสั้น เด็กที่ผ่านการสอนของสถาบันนี้จะข้ามถนนเดินถนนถูกกฎ ในระยะยาวเมื่อโตขึ้นมีรถขับ จะขับรถด้วยความปลอดภัยตามกฎจราจร อนุมานต่อไปว่า เมื่อเป็นเช่นนี้เด็กที่ผ่านการสอนจะประสบอุบัติเหตุน้อยกว่าเด็กทั่วไป เมื่อโตขึ้นจะประสบอุบัติเหตุจากการขับขี่น้อยกว่าคนรุ่นเดียวกันที่ไม่ผ่าน การสอน

ผู้เขียนก็อยากเอาใจช่วยให้เป็นไปในทางที่ดี แต่เมื่อไปสำรวจความรู้ที่ผู้เชี่ยวชาญรวบรวมสังเคราะห์ไว้ ก็อดเป็นห่วงไม่ได้ว่า ชะรอยความเชื่อข้างต้นจะไม่มีหลักฐานที่เชื่อถือได้สนับสนุน

ดร.เมย์ฮิว แห่งมูลนิธิเพื่อการวิจัยการบาดเจ็บทางถนน ประเทศแคนาดาได้ตีพิมพ์บทสังเคราะห์องค์ความรู้ในวารสาร Injury Prevention ฉบับ ที่ 8 ปีพ.ศ.2545 รวบรวมความรู้ เกือบสามสิบปี ตั้งแต่ปีพ.ศ.2518-2545 สรุปใจความสำคัญได้ว่า โครงการฝึกอบรมหรือสอนขับขี่รถยนต์/จักรยานยนต์ทั้งหลายล้วนล้มเหลวในการส่ง เสริมพฤติกรรมขับขี่ปลอดภัย

ข้อ สรุปนี้สอดคล้องกับผลการสังเคราะห์ความรู้ก่อนหน้านี้ของนักวิชาการ หลายกลุ่ม เช่น จากมหาวิทยาลัยจอห์นฮอบกิ้น ประเทศสหรัฐอเมริกา สถาบันTransport South Australia ประเทศออสเตรเลีย กลุ่มCochrane Injuriesในสหราชอาณาจักร ฯลฯ ซึ่งเสนอผลงานในระหว่างปีพ.ศ.2543-45

ซ้ำร้ายกว่านั้น งานวิชาการหลายชิ้นยังสรุปด้วยว่า การสอนขับขี่ชักนำให้ผู้เรียนได้ใบขับขี่มาเร็วกว่าคนวัยเดียวกันที่ไม่ได้ ผ่านการสอน เลยออกถนนเร็วกว่า และประสบอุบัติเหตุมากกว่าเพื่อน ในรายงานชิ้นหนึ่งแสดงตัวเลขให้เห็นว่า ในบรรดานักเรียนชั้นมัธยมปลาย 16,388 คน เมื่อจำแนกเป็นสามกลุ่ม สองกลุ่มแรกผ่านการอบรมการขับขี่หลักสูตร 72 ชั่วโมง และ24 ชั่วโมง ได้ใบขับขี่ร้อยละ 88.4 และ 86.2ตามลำดับ

ใน ขณะที่กลุ่มที่สามไม่ได้ผ่านการอบรมได้ใบขับขี่ ร้อยละ 84.3 เมื่อติดตามต่อมาพบอัตราการประสบอุบัติเหตุในสองกลุ่มแรกเท่ากับร้อยละ 28.6 และ 26.5 ตามลำดับและ ในกลุ่มที่สาม พบร้อยละ26.7

ถึงตรงนี้ เชื่อว่าท่านผู้อ่านคงรู้สึกลำบากใจที่จะยอมรับข้อสรุปที่ออกจะสวนทางกับ สามัญสำนึกทั่วไป ผู้เขียนจึงขอขยายความต่อไปว่า มีเหตุผลอันใดที่อยู่เบื้องหลังความล้มเหลวเช่นนั้น

1. การสอนฯละเลยหรือไม่ให้น้ำหนักเพียงพอต่อการปลูกฝังความรู้และทักษะที่จำ เป็นยิ่งยวดต่อการขับขี่ ปลอดภัย ตัวอย่าง เช่น ทักษะในการประเมินความเสี่ยงบนถนน ผู้เรียนอาจไม่ถูกฝึกให้ตระหนักและสามารถประเมินความเสี่ยงของ การขับขี่ยามค่ำคืน การขับขี่ขณะถนนลื่น การขับจักรยานยนต์บนช่องทางที่ใช้ความเร็วสูง เป็นต้น

2. การสอนฯ ไม่สามารถปลูกฝังเจตคติที่ดีในการขับขี่ปลอดภัย ทำให้ผู้เรียนไม่ใส่ใจที่จะนำทักษะและความรู้ไปใช้ในชีวิตจริง ความ จริงที่อาจมองข้ามคือ ในชีวิตจริงมีสิ่งเร้าให้ผู้เรียนขับขี่ไปในทางที่เสี่ยงภัย เช่น โฆษณายานยนต์และผลิตภัณฑ์โดยใช้ความแรง ความเร็วเป็นจุดขาย ภาพยนตร์แนวแอ๊คชั่นที่ตัวละครแสดงลีลาผาดโผนขณะขับขี่ เพื่อนฝูงที่มีค่านิยมความเร็วและแรงในการขับขี่ ฯลฯ สิ่งเร้าเหล่านี้มักมีแรงชักจูง(ในทางเสื่อม) มากกว่าเจตคติขับขี่ปลอดภัยที่หลักสูตรปลูกฝังไว้

3. การสอนฯ สร้างความเชื่อมั่นเกินจริงในความสามารถของตนเอง มีหลักสูตรจำนวนไม่น้อยฝึกให้ผู้เรียนขับขี่สามารถประคองรถในสภาพการณ์ที่ ลื่นไถล แต่ในชีวิตจริงโอกาสที่จะเผชิญสถานการณ์นี้มีน้อย ทำให้ทักษะที่เรียนมาเสื่อมถอยไป โดยที่ผู้เรียนไม่ทันรู้ตัว เลยหลงผิดว่าตนยังมีความสามารถนั้นอยู่ จึงชะล่าใจ ปล่อยให้ตนเองเข้าสู่สถานการณ์ลื่นไถลโดยไม่จำเป็น ถ้าหันมาเน้นการฝึกสอนให้ผู้เรียนรู้จักและตระหนักในขีดจำกัดของตนเองอยู่ ตลอดเวลา ก็จะลดความฮึกเหิม ลดความชะล่าใจนั้นได้ ดังจะสังเกตเห็นว่า คนตาบอดและคนพิการอื่นๆมักระมัดระวังตัวในการเดินมากกว่าคนปกติเพราะตระหนัก รู้ขีดจำกัดของตนเองตลอดเวลา

4. การสอนฯไม่สามารถช่วยให้ผู้เรียนจัดการกับสิ่งเร้าใจให้สุ่มเสี่ยงได้ มีการวิจัยมากมายที่แสดงให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างการเกิดอุบัติเหตุกับ สิ่งเร้าใจให้สุ่มเสี่ยง เช่น การท้าทายของเพื่อนให้แข่งรถ ตัวแบบในภาพยนตร์ การโฆษณาที่เย้ายวนด้วยค่านิยมโฉบเฉี่ยว เร็วแรง ฯลฯ สิ่งเร้าในทางเสี่ยงเหล่านี้รุมเร้าสังคมอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ในขณะที่การสอนขับขี่ส่วนใหญ่มองข้ามการฝึกทักษะ ฝึกการครองสติให้เผชิญกับสิ่งเร้าอย่างมีวิจารณญาณ

5. การสอนฯ ส่วนใหญ่มักมีหลักสูตรประเภทตัดเสื้อโหลแจก คือ ไม่คำนึงถึงพื้นเพทางสติปัญญา ทักษะ ความรู้ จิตใจ และร่างกายที่หลากหลาย จึงอาจจะไม่สามารถเติมเต็มในส่วนขาดที่สำคัญของแต่ละบุคคล คนที่ตาบอดสีอาจผ่านการสอนโดยไม่ได้รับการพัฒนาทักษะในการแยกแยะสัญญาณไฟ จราจร ทำให้อาจตีความสัญญาณไฟผิดพลาด จนฝ่าไฟแดงและเกิดอุบัติเหตุ เป็นต้น

ที่ กล่าวมานี้ ไม่ได้เจตนาให้ผู้อ่านตีความว่า ควรยกเลิกการสอนขับขี่ทุกรูปแบบ แต่ต้องการชี้ให้เห็นว่า ยังมีโอกาสพัฒนาอีกมากรออยู่หากการลงทุนทั้งของภาครัฐและเอกชนในเรื่องนี้จะ ก่อประโยชน์สูงสุด และคุ้มค่า

กระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกรมการขนส่งทางบก ตลอดจนภาคธุรกิจที่สนใจเรื่องนี้ควรระดมสมองและสังเคราะห์องค์ความรู้ให้รอบ ด้านเพื่อคิดค้นรูปแบบวิธีการจัดกระบวนการเรียนรู้ด้านการใช้รถใช้ถนนที่ เหมาะสมที่สุดสำหรับสังคมไทย โดยมีการวิจัยประเมินผลคอยกำกับตรวจสอบว่า สิ่งที่ออกแบบและดำเนินการเป็นไปตามความคาดหวังหรือไม่ ยังมีส่วนใดต้องปรับปรุง ผู้เขียนเชื่อว่า เส้นทางแห่งการพัฒนาคุณภาพกระบวนการเรียนรู้การขับขี่ปลอดภัยเป็นเส้นทางที่ ไม่มีจุดจบ กระนั้นก็ตามหากจะริเริ่มให้สง่างาม พึงตั้งมั่นอยู่กับการใช้ความรู้ที่รอบด้าน

ประเด็นสุดท้ายที่อยากชวนให้ คิดคือ ทำอย่างไรคนส่วนใหญ่ที่จำเป็นต้องขับขี่ควรได้เข้าถึงและได้อานิสงจากการฝึก อบรมขับขี่ปลอดภัยในเวลาอันเหมาะสม อย่าลืมว่า น้ำน้อยย่อมแพ้ไฟฉันใด ขับขี่ปลอดภัยในวงเล็กย่อมมีความหมายจำกัดถ้าคนวงใหญ่ยังขับขี่แบบตามใจ (ฉัน) ฉันนั้น

ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.manager.co.th/Motoring/ViewNews.aspx?NewsID=4787932564615
MKT Team
ก็ใกล้เข้ามาทุกทีแล้วสำหรับเทศกาลปีใหม่ ที่บางคนเล่นหยุดกันยาวตั้งแต่วันที่ 25 ยาวยันวันที่ 1 มกราคม 2554 กันเลยทีเดียว งานนี้หลายคนคงมีแผนการหยุดยาวเตรียมไปเที่ยวกันอย่างหนำใจให้สมกับส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ และถ้าคุณมีแผนการใช้รถก้น่าจะเตรียมตัวให้พร้อมก่อนออกเดินทาง

การเตรียมรถให้พร้อมก่อนเดินทางนั้น ถือเป็นเรื่องคุณควรกระทำอย่างยิ่ง โดยเฉพาะใครที่ชอบเดินทางไปยัง ป่า เขา ลำเนา ไพร เพราะ การเตรียมพร้อมช่วยให้รถคุณไม่มีปัญหาในการขับขี่และพร้อมสำหรับเส้นทางที่คุณอาจจะเจออุปสรรค ซึ่งการที่เราเตรียมตัวไว้อย่างดีช่วยรถปัญหาที่จะทำให้วันสุดสนุกกลายเป็นหายนะ และยังช่วยคุณเซฟเงินไว้เที่ยวให้เต็มที่ด้วยนะ

1. ถ่ายน้ำมันเครื่อง เมื่อพูดถึงรถ เราคงต้องนึกถึงเครื่องยนต์เป็นอย่างแรก ซึ่งถ้าเป็นไปได้งบเหลือๆ นั้น เราแนะนำให้คุณเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องเสียก่อน เพื่อให้ประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องยนต์นั้นเต็มร้อยก่อนออกเดินทางไปยังจุดหมายปลายทาง ซึ่งความจริงแล้วน้ำมันเครื่องที่ใช้ไปเป็นระยะเวลานาน จะเกิดความหนืดมากยิ่งขึ้น ซึ่งหากคุณเดินทางต่างจังหวัด โดยความเร็วสูงบ่อยๆ หรือเครื่องยนต์ทำงานตลอดเวลา น้ำมันก็จะเสื่อมคุณภาพเร็วขึ้น และถ้าคุณใช้น้ำมันที่ใกล้ถึงระยะเปลี่ยนถ่ายอาจส่งผลให้เครื่องยนต์สึกหรอ หรือร้ายที่สุดก็พังเลยก็เคยเห็นมาแล้ว

2. ตรวจสอบระบบหล่อเย็น เรื่องการระบายความร้อนก็สำคัญไม่แพ้กัน และมันเป็นอะไรที่คุณควรทำเสีย การเช็คระบบหล่อเย็นสามารถทำได้ด้วยตัวเอง ไม่จำเป็นต้องพึ่งช่างเพียงคุณตรวจดูบริเวณหม้อน้ำหารอยซึมหรือรั่ว จากนั้นสังเกตกระปุกพักน้ำสำรองว่ามีคราบสนิมหรือไม่

ถ้าคุณพบว่าน้ำหล่อเย็นคุณมีสีสนิมนั้น ก็ควรที่จะไปให้ช่างผู้ชำนาญการเปลี่ยนถ่าย หรือเข้ารับบริการที่ศูนย์บริการ เพราะการที่น้ำหล่อเย็นมีสีผิดปกติ แสดงว่า น้ำยาเสื่อมคุณภาพ ซึ่งปกติน้ำยาจะมีอายุการใช้งานเพียง 2-3 ปีเท่านั้น ซึ่งเมื่อน้ำยาเสื่อมคุณภาพมันก็จะระบายความร้อนไม่ดี มีสิทธิ์ที่คุณจะเจออาการเครื่องฮีทระหว่างทางและหมดสนุกได้

3.ตรวจเช็คระบบเบรกและช่วงล่าง เบรกคือสิ่งสำคัญที่สุดในการเดินทาง และพวกมันควรอยู่ในสภาพพร้อมใช้งานเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะใครที่วางแผนไปเที่ยวทางทางเหนือที่คุณจะต้องผ่านนับพันโค้งเพื่อไปยังจุดหมายปลายทาง หากคุณพบว่ารถคุณมีเสียงในขณะห้ามล้อหรือมีอาการผิดปกติ เช่นมีระยะเบรคมากกว่าปกติ ก็ควรรีบทำการตรวจสอบโดยทันที เพราะเส้นทางต่างจังหวัดนั้น เบรคคือสิ่งสำคัญ

ช่วงล่างหรือระบบกันสะเทือนก็เช่นกัน หลายคนคิดว่า ชุดช่วงล่างจะใช้กันยาวนานนับ 10 ปี ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นความเข้าใจผิด การตรวจสอบช่วงล่างนั้น ทำได้ด้วยการจับความรู้สึกรถ และทดสอบโยกจากภายนอกด้วยตัวเอง ถ้ารถมีระยะยุบมาก หรือคืนตัวช้า แสดงว่าระบบช่วงล่างมีการสึกหรอ หรือ ถ้าคุณขับจะรู้สึกว่ารถจะมีความนิ่มนวลกว่าปกติ ...อย่าปล่อยไว้รีบไปตรวจสอบทันทีในบัดดล

4.ยางและระบบบังคับเลี้ยว ยางอาจจะดูไม่สำคัญ แต่เชื่อหรือไม่ว่าการที่คุณขับรถต่างจังหวัดนั้นมีโอกาสยางระเบิดมากกว่าปกติเลยทีเดียว ดังนั้นถ้ายางคุณเริ่มมีการเสื่อมสภาพตามอายุการใช้งานควรทำการเติมลมเพิ่มจากปกติ 1-2 ปอนด์ (ยกเว้นกรณีคุณเติมลมแข็งอยู่แล้ว) เพราะลมยางที่มากช่วยป้องกันยางระเบิดได้พอสมควร หรือถ้าไม่มันใจ ก็หาร้านเติมลมในโตรเจนที่เฉลี่ย 4 ล้อเพียง 200 บาทเท่านั้น อาจจะดูแล้วแพงแต่มันช่วยชีวิตคุณได้นะ

ระบบบังคับเลี้ยวก็เช่นกัน มันเป็นอะไรที่สำคัญมาก เพราะถ้าคุณเลี้ยวไม่ได้ รับรองไม่ข้างทางก็ด้านหน้า เลือกเอาตามสะดวกเลย เราหลายคนไม่เคยตรวจเช็คระบบบังคับเลี้ยว โดยเฉพาะปั้มระบบผ่อนแรงหรือพวงมาลัยพาวเวอร์ที่อาจจะทำให้คุณกล้ามโตได้หากเสียระหว่างทาง ฟังดูอาจจะไม่ร้ายแรงนัก แต่คุณก็ควรจะทำการตรวจสอบเอาไว้ให้มั่นใจในการขับขี่ โดยสังเกตจากกระปุกน้ำมันพาวเวอร์ หากมีสีเข้มกว่าสีแดงปกติ เปลี่ยนถ่ายมันโดยช่างผู้ชำนาญการก็เป็นอะไรที่เข้าท่า

5.คนขับ คุณเองก็ต้องการการเตรียมพร้อมเพื่อการขับขี่ที่มีประสิทธิภาพและมันทำให้การเดินทางของคุณมีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้นด้วย ในต่างประเทศมีวิจัยพบว่าถ้าคนจะขับรถได้มีประสิทธิภาพที่สุด เมื่อเขานอนพักผ่อน 2- 3 วัน อย่างน้อย 8-10 ชั่วโมง บนที่นอน ซึ่งนอกจากการพักผ่อนแล้วสุขภาพก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน ควรจะทำร่างกายให้แข็งแรงก่อนการเดินทาง

ทั้งหมดนี้เป็น 5 ข้อที่ควรจะทำก่อนไปเที่ยวปีใหม่ที่ต้องฉลองกันให้สนุกส่งท้ายปีนี้ ยังไงขับรถไปเที่ยวก้ใช้ความระมัดระวังและมีน้ำใจต่อเพื่อนร่วมทางสักนิด จะได้ไปสนุก!!! ด้วยกันทุกคนครับ


ที่มา www.sanook.com
MKT Team
เพื่อทำความรู้จักกับพริอุส เจเนอเรชันที่ 3 อย่างละเอียด ถูกต้อง ชัดเจน บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด จึงพาสื่อมวลชนไปสัมผัสกันแบบใกล้ชิด ณ เมือง นาโกยา ประเทศญี่ปุ่น โดยมี อากิฮิโกะ โอซึกะ หัวหน้าวิศวกรดูแลโตโยต้าพริอุส บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชัน เป็นผู้ให้ความรู้กับสื่อมวลชนไทย แต่ขอบอกไว้ก่อนว่า พริอุส ที่กำลังจะพูดถึงเป็นเวอร์ชันญี่ปุ่น ส่วนเวอร์ชันที่จะประกอบในไทยจะมีรายละเอียดบางอย่างที่แตกต่างจากเวอร์ชันญี่ปุ่น

สำหรับเจเนอเรชันที่ 3 ของพริอุสได้รับการออกแบบและพัฒนาเทคโนโลยีให้สามารถตอบสนองต่อความประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง และสมรรถนะในการขับขี่ที่ขึ้นจาก 2 รุ่น ที่ผ่านมา และครั้งนี้ถือว่าเป็นครั้งแรกของการเปลี่ยนแปลงระบบไฮบริดจากเดิมที่ยึดเครื่องยนต์ 1500 ซีซี มาเป็น 1800 ซีซี ขณะที่รูปแบบตัวถังยังคงสไตล์แฮทช์แบ็กท้ายลาด 5 ประตู แต่จุดที่เปลี่ยนไปคือ ความใส่ใจในเรื่องของหลักอากาศพลศาสตร์ ซึ่งลดค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานหรือ Cd จากเดิม 0.26 ในรุ่นที่แล้วมาอยู่ที่ 0.25 ในรุ่นนี้

พริอุส ใหม่มีขนาดตัวถังยาว 4,460 มิลลิเมตร กว้าง 1,745 มิลลิเมตร สูง 1,490 มิลลิเมตร และมีระยะฐานล้อยาว 2,700 มิลลิเมตร เมื่อเปรียบเทียบกับพริอุสรุ่นที่แล้วยาว 4,310 มิลลิเมตร กว้าง 1,715 มิลลิเมตร สูง 1,490 มิลลิเมตร และระยะฐานล้อ 2,700 มิลลิเมตร

รูปลักษณ์ภายนอก ยังคงยึดแนวเส้นสายจากรถรุ่นเดิม แต่ถูกปรับปรุงให้ดูสมดุลและลงตัวกว่าเช่นมุมของกันชนหน้าและชุดไฟท้ายไปจนถึงการออกแบบล้ออัลลอยให้มีฝาครอบล้อ ซึ่งช่วยลดน้ำหนักลงไปจากล้ออัลลอยแบบปกติถึง 7 กิโลกรัม อีกทั้งยังออกแบบใต้พื้นตัวถังให้ลดปัญหาเรื่องความแปรปรวนของอากาศที่ไหลผ่านขณะแล่นซึ่งจะช่วยเพิ่มการยึดเกาะถนนเวลาแล่นด้วยความเร็วสูง และลดการก่อให้เกิดแรงต้านทานของอากาศซึ่งจะส่งผลต่อเนื่องไปยังอัตราความสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง

ขณะเดียวกันชิ้นส่วนภายในห้องโดยสารยังผลิตจากวัสดุที่เป็น Bioplastic ซึ่งเป็นวัสดุที่ถูกสังเคราะห์จากใยพืชหรือหญ้าแทนที่จะเป็นพลาสติกที่มาจากปิโตรเลียมซึ่งย่อยสลายได้ยากตามธรรมชาติ โดยใช้พืชที่เรียกว่าปอแก้ว และหญ้าจีนซึ่งถือเป็นพืชที่มีเส้นใยที่มีความทนทานสูงสุดในธรรมชาติ

แผงหน้าปัดถูกออกแบบให้ดูล้ำสมัยยิ่งขึ้น ตำแหน่งชุดมาตรวัด ดิจิตอล (Digital) ถูกออกแบบให้ช่วยลดการละสายตาของผู้ขับขี่ พวงมาลัยยังคงออกแบบให้มีรูปทรงเหมือนกับพริอุสรุ่นก่อน มีสวิชต์การควบคุมการทำงานของระบบเครื่องเสียงและอื่น ๆ อีกมาก บนหน้าจอจะมีระบบแจ้งสถานะของรถได้ และเลือกเปลี่ยนโหมดต่าง ๆ ได้ด้วยการกดปุ่ม Display

สำหรับห้องโดยสารดูกว้างขวางมาก ไม่ว่าจะเป็นด้านหน้าหรือด้านหลัง และที่สำคัญเบาะนั่งแถวหลังยังแบ่งพับได้ในอัตราส่วน 60:40 เพื่อเพิ่มพื้นที่ห้องเก็บของด้านหลังจากเดิม 415 ลิตร มาเป็น 446 ลิตรในรุ่นใหม่

ในรุ่นนี้มีการเปลี่ยนขุมพลังไฮบริดมาเป็นรหัส 2ZR-FXE ซึ่งใช้เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ ทวินแคม 16 วาล์ว แบบ Dual-VVT-I มีความจุ 1800 ซีซี พร้อมกำลังขับเคลื่อน 99 แรงม้า ที่ 5,200 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 14.5 กก.-ม. ที่ 4,000 รอบ/นาที ส่วนมอเตอร์ไฟฟ้ารหัส 3JM มีกำลังสูงสุด 82 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 21.1 กก.-ม. โดยเมื่อทั้ง 2 ระบบทำงานร่วมกันจะสามารถผลิตกำลังออกมาได้ 134 แรงม้า และใช้แบตเตอรี่แบบนิเกิลเมทัลไฮดรายในการเก็บกระแสไฟฟ้า
ข้อดีของเครื่องยนต์ที่มีความจุมากขึ้นคือแรงบิดที่เพิ่มขึ้น แต่ก็ไม่ลืมในเรื่องของความประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง เพราะมีการออกแบบให้เครื่องยนต์ลดจำนวนรอบลง โดยเฉพาะเมื่อต้องแล่นด้วยความเร็วคงที่บนไฮเวย์ รวมถึงยังใช้ปั๊มน้ำไฟฟ้าเพื่อลดภาระให้กับเครื่องยนต์
ระบบไฮบริดของโตโยต้ารุ่นนี้ จะมีการแบ่งการทำงานของระบบไฮบริดเอาไว้ 3 แบบ คือ Power เน้นสมรรถนะและความเร้าใจ, Eco เน้นความประหยัดน้ำมัน และ EV ซึ่งสามารถขับภายใต้รูปแบบของรถยนต์ไฟฟ้าได้ในช่วงเวลาสั้นๆ โดยอาศัยกระแสไฟฟ้าที่มีอยู่ในแบตเตอรี่เพื่อส่งให้กับมอเตอร์ไฟฟ้าใช้ในการขับเคลื่อน และนั่นทำให้พริอุสสามารถแปลงร่างเป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่ไม่มีการปล่อยมลพิษออกสู่อากาศชั่วคราว
เมื่อทราบถึงรายละเอียดคร่าว ๆ ของ พริอุส รุ่นใหม่กันไปแล้ว ก็ถึงเวลาที่จะลงสนามไปลองขับ สัมผัส คันจริงกันบ้าง

การทดลองขับมีขึ้น ณ สนาม Spa Nishiura Motor Park เรียกย่อ ๆว่า SNMP สนามแห่งนี้มีความยาว 1.6 กิโลเมตร มีทางโค้งรวม 11 โค้ง ซึ่งแต่ละโค้งถือว่าไม่ธรรมดา เพราะทั้งโค้งรูปตัวยู โค้งหักศอก ทางโตโยต้าแบ่งสื่อมวลชนออกเป็น 2 กลุ่ม และแต่ละคนสามารถขับได้ไม่เกิน 2 รอบสนามต่อ 1 ครั้ง รวมแล้วขับได้ทั้งหมดคนละ 3 ครั้ง เท่ากับว่าจะได้ลองขับคนละ 6 รอบสนาม แต่ไม่ต่อเนื่องเพราะจะมีเพื่อนร่วมนั่งไปด้วยอีก 2 คนสลับขับ ทุกคนจะต้องขับตามรถ Instructor ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัย

อย่างที่กล่าวข้างต้นพริอุส มีการทำงานของระบบไฮบริด 3 แบบ เจ้าหน้าที่ของโตโยต้าจึงให้ทุกคนได้ลองขับให้ครบทุกโหมด และจากการได้สัมผัสช่วงเวลาสั้น ๆ รู้สึกว่า พริอุส ใหม่มีอัตราเร่งที่เหลือเฟือ แถมยังรวดเร็วทันใจ ทั้งนี้เป็นเพราะการยกระดับเครื่องยนต์จาก 1500 ซีซี มาเป็น 1800 ซีซี บวกกับมีระบบการทำงาน 2 อย่างผสมผสานกันของเครื่องยนต์และมอเตอร์ ส่งผลให้มีแรงม้าเพิ่มถึง 134 แรงม้า จึงช่วยเพิ่มสมรรถนะในการออกตัวและไต่ความเร็วขึ้นไปอย่างรวดเร็ว

มีอยู่ช่วงหนึ่งที่เจ้าหน้าที่ให้เปลี่ยนมาใช้โหมด Power เพื่อทดสอบความเร็วด้วยการเหยียบเต็มที่ในระยะทางตรงที่กำหนดและเบรก(ซึ่งความเร็วที่ทำได้มากสุดในคันเรา 126 กิโลเมตร/ชม.) เพื่อทดสอบอัตราเร่ง ความเร็ว การเบรก ซึ่งตรงนี้เห็นชัดเจนเลยว่าอัตราเร่งดีมาก รวดเร็ว ทันใจ อัตราเร่งจาก 0-100 ใช้เวลาแค่แป๊บเดียว ( วิศวกรญี่ปุ่นบอกว่าการจับเวลา 0-100 กิโลเมตร/ชม.น่าจะอยู่ประมาณ 10.8 วินาที) ระยะเบรกรู้สึกสั้นมาก สั้นกว่ารถทั่วไป ถือว่าเบรกดีเลย ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะมีมอเตอร์ไฟฟ้ามาช่วยส่วนหนึ่งหรือที่เรียกว่า Re-Generative braking system ส่วนในโหมด Eco เจ้าหน้าที่โตโยต้าบอกว่า อัตราเร่งจะมาช้ากว่าโหมด Power นิดหนึ่ง แต่จากที่เราได้ลองแทบจะไม่รู้สึกเลย รู้แต่ว่า อัตราเร่งมาทันใจ และดูเหมือนว่าจะมากเกินความคาดหมาย
ขณะที่โหมดอีวีเพียงแค่แตะคันเร่งลงไปนิดหน่อย มอเตอร์ไฟฟ้าทำงานอย่างเดียวรถออกตัวไปอย่างเงียบๆ ไม่ได้ยินเสียงจากเครื่องยนต์เลย
พวงมาลัยแบบแร็คแอนด์พีเนียนพร้อมเพาเวอร์ผ่อนแรงไฟฟ้า EPS :Electronics Power Steering ให้การตอบสนองที่แม่นยำ น้ำหนักกำลังดี ไม่เบา ไม่หนัก ในขณะเข้าโค้งหรือหักพวงมาลัยไปตามทิศทางใดที่ต้องการอย่างทันใจ การทรงตัวมั่นใจ ช่วงล่างหนักแน่น เกาะถนน
แต่จะว่าไปแล้วการขับขี่ทั่วไป รถจะปรับเปลี่ยนโหมดโดยอัตโนมัติ ซึ่งระบบจะทำงานให้เสร็จ ไม่ว่าจะเป็นการชาร์จไฟ เครื่องยนต์ดับ เครื่องยนต์ทำงาน การเปลี่ยนโหมด ทุกอย่างดูนุ่มนวลจนไม่รู้สึกว่ามันเปลี่ยน แต่เราจะรู้ได้จากการดูจอหน้าคอนโซลที่แสดงให้เห็นถึงการทำงานของระบบไฮบริด
สำหรับความสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง อยู่ในระดับที่ยอดเยี่ยมเหมือนเดิม ทางโตโยต้าบอกว่าตัวเลขค่าเฉลี่ยการขับในรูปแบบผสมอยู่ที่ 21.3 กิโลเมตร/ลิตร และได้รับการจัดอันดับให้เป็นรถยนต์แบบ SULEV และ AT-PZEV ตามมาตรฐานการทดสอบของ CARB ด้วย
ด้วยการขับขี่ไม่ด้อยไปกว่ารถทั่วไป และดูจะเหนือกว่ารถบางรุ่นในระดับเครื่องยนต์เดียวกันด้วยซ้ำไป ทำให้ราคาที่โตโยต้า ประเทศไทยตั้งไว้ประมาณ 1.3 ล้านบาท ถือว่าคุ้มค่า ไม่แพง เมื่อแลกกับรถที่หน้าตาดูล้ำยุค ไม่เหมือนใคร ภายในก็มีดีไซน์ที่เน้นความทันสมัย ทั้งอุปกรณ์และวัสดุ บวกกับห้องโดยสารที่ใหญ่ 5ประตู สามารถพับเบาะได้ โดยเฉพาะกระโปรงท้ายหัวหน้าวิศวกรบอกว่าเก็บถุงกอล์ฟได้ถึง 3 ถุงทีเดียว ช่วงล่างนุ่ม นิ่ม กำลังดี -เบรกดีแบบมั่นใจ ส่วนความประหยัดไม่ต้องถามเลยประหยัดสุดสุดอยู่แล้ว ที่สำคัญเครื่องยนต์ 1800 ซีซี แต่มีแรงม้าแยะหากมารวมกับแรงม้าที่ได้จากมอเตอร์ไฟฟ้า ดังนั้นอัตราเร่งหายห่วง
หากคุณมีเงินถึงและอยากได้รถที่มีประโยชน์ใช้สอยสูง สมรรถนะดี ประหยัดน้ำมัน หน้าตาทันสมัย ล้ำยุค ที่สำคัญคุณเป็นคนห่วงใยสิ่งแวดล้อม .....ก็ไม่มีเหตุผลใดที่จะไม่ซื้อ "พริอุส"