MKT Team
ขอเชิญร่วม กิจกรรม ประกวด สติกเกอร์ รถตะไล มหาวัทยลัยเกษตรศาสตร์
ติดตามรายละเอียดได้ที่http://www.toyotabuzz.com/activity.php
MKT Team
วิธีการเลือกฟิล์มติดรถยนต์

ประเทศในแถบเขตร้อนที่มีแสงแดดเข้มข้นและรุนแรงอย่างในประเทศไทย ปัญหาเรื่องความร้อนและรังสียูวีที่ทะลุเข้ามาในห้องโดยสารรถยนต์ ดูจะเป็นเรื่องใหญ่สำหรับผู้ขับขี่รถยนต์ในปัจจุบัน ซึ่งทางออกในที่นี้ คือการติดตั้งฟิล์มกรองแสงรถยนต์ ซึ่งนอกจากจะช่วยลดแสงสะท้อน ที่ส่องเข้ามาในรถแล้ว ยังช่วยลดการทำงานของระบบปรับอากาศในรถยนต์ได้อีกด้วย

และการเลือกใช้ฟิล์มกรองแสงให้เหมาะสมกับรถยนต์ดูเหมือนจะเป็นเรื่องสำคัญ ทั้งในเรื่องรูปแบบ สีสัน และค่าการป้องกันแสงแดด ซึ่งในเรื่องนี้ "จันทร์นภา สายสมร" กรรมการผู้จัดการ บริษัท เทคโนเซล (เฟรย์) จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายฟิล์มกรองแสงระดับ พรีเมี่ยม "ลามิน่า" ได้ให้สัมภาษณ์กับ "ประชาชาติธุรกิจ" ไว้ว่า

วิธีการในการเลือกใช้ฟิล์มกรองแสงรถยนต์นั้นจะต้องพิจารณาจากหลายปัจจัยด้วยกัน

1.พิจารณาเรื่องประสิทธิภาพในการป้องกันความร้อนจากแสงแดดเป็นหลัก ไม่ใช่การป้องกันจากหลอดไฟหรือแสงอินฟราเรด

2.ต้องพิจารณาเลือกดูค่าการป้องกันรังสียูวี ซึ่งคุณภาพฟิล์มที่ดีจะป้องกันได้เกือบ 100%

3.ค่าการสะท้อนแสงของรถรอบคันไม่ควรจะเกิน 30% ขณะที่ฟิล์ม บานหน้าจะมีค่าการสะท้อนแสงไม่เกิน 10% เท่านั้น

4.เปอร์เซ็นต์ ของแสงส่องผ่าน และความเข้มความใสของฟิล์ม ควรพิจารณาเลือกเอาตามความพอใจ โดยกระจกบานหน้าควรจะใช้ฟิล์มใสเพื่อให้มีทัศนวิสัยในการขับขี่ที่ดี

นอกจากการพิจารณาคุณสมบัติของฟิล์มแล้ว สิ่งที่ควรพิจารณาคือการเลือกสีฟิล์มให้เข้ากับรถ ซึ่งเรื่องนี้จะอยู่ที่ความพอใจของเจ้าของรถเป็นสำคัญ โดยรถสีอ่อน เช่น สีบรอนซ์ทอง บรอนซ์เงิน ควรจะเลือกฟิล์ม สีเข้ม แต่บานหน้ายังต้องติดฟิล์มใสอยู่ แต่ถ้าเป็นรถยนต์สีเข้ม เช่น สีดำ น่าจะเลือกฟิล์มได้กับทุกสี ทั้งเข้มและอ่อนขึ้นอยู่กับรสนิยมและความพอใจของแต่ละบุคคล

แต่ถ้าฟิล์มที่สีเข้มมากๆ ส่วนใหญ่จะเป็นที่นิยมในหมู่วัยรุ่น โดยเฉพาะความนิยม แต่งรถสไตล์ญี่ปุ่น ที่เลือกใช้รถสีขาวและติดฟิล์มสีเข้มมากๆ

ส่วนฟิล์มฉาบปรอทหรือฟิล์มที่มีความเงามากๆ ไม่ควรจะเลือกใช้ เพราะเป็นการนำเอาฟิล์มติดอาคารมาติดรถยนต์ ซึ่งจะไปรบกวนสายตาของผู้ขับขี่รถคันอื่นอาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุได้ ขณะเดียวกันยังรบกวนทัศนวิสัยในการขับขี่ของผู้ขับเอง เพราะเมื่อมองออกไปจากตัวรถจะมีการสะท้อนเงาตัวเองเหมือนกับการส่องกระจกเงาได้

และสำหรับรถยนต์ที่มีการติดตั้งอุปกรณ์อื่นๆ เพิ่มเติม อาทิ เนวิเกเตอร์ หรืออุปกรณ์นำทางในรถยนต์ การเลือกติดตั้งฟิล์ม บานหน้าจะต้องพิจารณาว่าจะรบกวนระบบต่างๆ เหล่านี้หรือไม่ ซึ่งถ้าเลือกใช้ฟิล์มที่ไม่เหมาะสมจะเป็นการรบกวนการทำงานของระบบต่างๆ ในรถยนต์ได้

นอกจากนั้นการเลือกซื้อฟิล์มควรจะต้องพิจารณาถึงตรายี่ห้อและประวัติ การขายของแต่ละบริษัทว่ามีความมั่นคงยาวนานแค่ไหน เพราะอย่างน้อยก็ต้องมีการรับประกันและการบริการหลังการขายไม่ต่ำกว่า 7 ปี รวมทั้งต้องมีแหล่งผลิตที่ชัดเจนและน่าเชื่อถือได้ และถ้าได้รับการรับรองมาตรฐานต่างๆ อาทิ ISO 9001 ฯลฯ จะเป็นการรับรองคุณภาพและการผลิตได้อย่างดี

ขณะที่การติดตั้งฟิล์มจะต้องเป็นตัวแทนจำหน่าย หรือศูนย์บริการที่ได้รับการแต่งตั้งจากผู้นำเข้า โดยสังเกตจากป้ายหน้าร้าน หรือ โทร.ตรวจสอบจากผู้นำเข้าได้โดยตรง เพราะถ้ามีปัญหาที่เกิดขึ้นภายหลังการติดตั้งจะสามารถติดต่อกับตัวแทนจำหน่ายหรือผู้นำเข้าได้ และควรจะต้องกรอกเอกสารหรือใบรับประกันต่างๆ ให้ครบ มิฉะนั้นอาจจะไม่ได้รับสิทธิ์การรับประกันก็เป็นได้

และนี่คือคำแนะนำในการเลือกซื้อฟิล์มติดรถยนต์ ซึ่งปัจจุบันมีให้เลือกซื้ออย่างมากหลากหลาย ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับรสนิยมและเงินในกระเป๋าเป็นสำคัญ !!!
MKT Team
การแก้ปัญหาฉุกเฉิน ที่อาจเกิดขึ้นขณะขับรถ
1. กรณีหม้อน้ำรั่ว ให้หยุดรถแล้วดับเครื่องยนต์ จากนั้นสังเกตรอยรั่วของหม้อน้ำ ซึ่งจะมีน้ำพุ่งออกมา ต้องอยู่ห่างๆ และห้ามเปิดฝาหม้อน้ำโดยเด็ดขาด เพราะอาจทำให้น้ำร้อนพุ่งออกมาลวกได้ ควรปล่อยให้หม้อน้ำเย็นลง
2. กรณียางระเบิด จะมีเสียงดังจากการระเบิดของยาง พยายามรวบรวมสติไว้ อย่าหักพวงมาลัยทันทีทันใด ค่อยๆ ผ่อนความเร็วลง พวงมาลัยรถจะค่อยๆ หนักขึ้น รถจะเอียงไปทางด้านที่ล้อระเบิด บังคับรถให้วิ่งตรงทาง ค่อยๆ เหยียบเบรคที่ละน้อย นำรถเข้าชิดขอบทางด้านซ้ายแล้วเปลี่ยนยางอะไหล่
3. เบรคแตก เมื่อเหยียบเบรคจะรู้สึกว่าจมหายลงไปไม่มีแรงต้าน ห้ามล้อไม่ได้ ให้บังคับพวงมาลัยให้รถวิ่งไปในทางที่ปลอดภัย พร้อมกับใช้นิ้วหัวแม่มือซ้ายกดปุ่มล็อคคันเบรคมือไว้ แล้วค่อยๆ ดึงคันเบรคมือขึ้นและลงสลับกัน จนกระทั่งชะลอความเร็วและหยุดรถได้สนิท ข้อควรระวังก็คือ อย่าดึงเบรคมือขึ้นอย่างแรงในทันทีทันใด
4. รถตกน้ำ อย่าตกใจจนไม่ได้สติ ปลดล็อคเข็มขัดนิรภัยออก (การคาดเข็มขัดนิรภัย ในขณะขับขี่เป็นสิ่งที่ดีที่สุด แม้ในกรณีนี้ อย่าเข้าใจผิดว่าเมื่อคาดแล้วจะทำให้ปลดล็อคไม่ทัน เพราะเมื่อรถกระแทกจะทำให้ตัวท่านไม่กระเด็น ทำให้ไม่ได้รับบาดเจ็บ และไม่หมดสติ ซึ่งอาจจะทำให้ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้) ปล่อยให้ตัวรถบริเวณติดตั้งเครื่องยนต์จมน้ำก่อน ถ้าสามารถเปิดหน้าต่างหรือประตูรถออกได้ในขณะที่ตัวรถยังไม่จมน้ำหมดทั้งคันให้รีบทำ
5. กระจกหน้าแตก รวบรวมสติ พยายามจำข้างหน้ารถไว้ว่ามีอะไรบ้าง เพื่อบังคับรถไม่ให้ชน เปิดไฟเลี้ยวซ้ายเข้าจอดไหล่ทาง
MKT Team
เทคนิคการขับรถเกียร์ธรรมดา
1. ทุกครั้งก่อนออกจากรถ ผู้ขับรถควรจะปลดเกียร์ให้อยู่ในตำแหน่งเกียร์ว่างเสมอพร้อมทั้งดึงเบรกมือค้างไว้ เพื่อป้องกันการหลงลืมเมื่อมีการไขกุญแจสตาร์ทเครื่องยนต์ครั้งใหม่ เพราะเมื่อสตาร์ทเครื่องยนต์ โดยเกียร์ไม่ได้อยู่ ในตำแหน่งเกียร์ว่าง รถจะพุ่งไปข้างหน้า หรือถอยหลังอย่างฉับพลัน อันจะก่อให้เกิดอันตรายได้ สำหรับการ ปลดเกียร์ว่าง นอกจากจะปฏิบัติก่อนออกจากรถทุกครั้งแล้ว อาจปฏิบัติในขณะรถติดนาน ๆ ได้ด้วย โดยดึงเบรกมือ แทนการเหยียบเบรก และคลัทซ์ค้างไว้ ช่วยพักเท้าคลายอาการเมื่อยล้าได้ด้วย

2. ควรเหยียบคลัทซ์ทุกครั้งที่สตาร์ทเครื่องยนต์ เพื่อป้องกันการส่งกำลังจากเครื่องยนต์ มาสู่ระบบ ขับเคลื่อน เพราะหากลืมปลดเกียร์มาที่ตำแหน่งเกียร์ว่าง การเหยียบคลัทซ์จะทำให้รถไม่พุ่งไปข้างหน้าด้วยเช่นกัน3. มือใหม่หัดขับ มักพยายามหลีกเลี่ยงเส้นทางที่ต้องขึ้นสะพาน แต่หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ และต้องติดค้าง อยู่บนสะพาน ผู้ขับมือใหม่มักกังวลว่าจะทำอย่างไรดีเพื่อไม่ให้รถไหลไปชนคันหลัง วิธีง่าย ๆ ก็คือ ปลดเกียร์ว่าง พร้อมกับดึงเบรกมือ และเมื่อจะเคลื่อนตัวให้ผู้ขับเหยียบคลัชท์และเข้าเกียร์ 1 พร้อมที่จะออก แล้วเหยียบคันเร่งช้า ๆ พร้อมกับปลดเบรกมือ รถอาจจะไหลบ้างเล็กน้อยตามพื้นที่ลาดเอียง มือใหม่หัดขับไม่ต้องตกใจ ออกตัวรถไปตามปกติ

4. เลือกใช้เกียร์ให้เหมาะสมกับความเร็วของรถ และเปลี่ยนเกียร์ที่ความเร็วรอบของเครื่องยนต์ไม่ต่ำ หรือสูงเกินไป (2,000 – 3,000 รอบ/นาที) จะทำให้การขับขี่นุ่มนวลยิ่งขึ้น และประหยัดน้ำมันอีกด้วย

5. การชะลอรถ/หยุดรถ เมื่อขับมาด้วยความเร็ว ให้ค่อย ๆ แตะเบรก อย่าพึ่งเหยียบคลัทซ์ เพื่อให้กำลัง ของเครื่องยนต์เป็นตัวช่วยชะลอรถ (ENGINE BRAKE) จากนั้น เมื่อรถใกล้จะหยุด ให้เหยียบคลัทซ์ และเมื่อรถ หยุดสนิทให้ปลดเกียร์ว่าง พร้อมทั้งดึงเบรกมือเพื่อป้องกันรถไหล

6. หมั่นฝึกเปลี่ยนเกียร์ให้เกิดความชำนาญ โดยใช้ประสาทสัมผัสแทนการเหลือบมอง เพื่อป้องกัน การเกิดอุบัติเหตุ

สิ่งสำคัญที่ไม่ควรจะละเลย นั่นคือ ไม่ควรวางเท้าไว้ที่แป้นคลัทซ์ตลอดเวลา แม้จะไม่ได้เหยียบคลัทซ์ก็ตาม เพื่อยืดอายุการใช้งานของลูกปืนคลัทซ์ นอกจากนี้ ยังไม่ควรเลี้ยงคลัทซ์เมื่อรถติดอยู่บนเนินหรือสะพาน เพราะจะทำ ให้คลัทซ์ลื่น คลัทซ์ไหม้ และอายุการใช้งานของผ้าคลัทซ์ก็จะสั้นลงด้วย
MKT Team
วิธีการเลือกซื้อรถ
จะซื้อรถใหม่สักคัน ต้องคิดให้รอบคอบรถยนต์ไม่ใช่คันละบาทสองบาท ตัดสินใจผิดพลาดไปแล้วต้องมาปวดหัวกันทีหลังนั้น ไม่ดี เรามีแนวทางการพิจารณาเลือกซื้อรถใหม่แบบกว้างๆ ให้ท่านพอสังเขป ดังนี้
1. งบประมาณที่มีอยู่ : จะซื้อรถหรือซื้ออะไรก็ตาม ก็ควรจะเหมาะสมกับกำลังที่มี มิใช่ซื้อมาแล้วต้องมามีชีวิตยากลำบาก หรือ ซื้อมาได้ไม่นานก็ถูกยึดไป ในส่วนของงบประมาณมีสิ่งที่ต้องคำนึงถึง ดังนี้
– เงินสดที่ต้องใช้ : เงินสดสำหรับรถทั้งคันหรือ เงินดาว์น รวมทั้งค่าประกันภัย, ค่าทะเบียนและ ค่าอุปกรณ์ต่างๆ
– เงินที่จะต้องผ่อนแต่ละเดือน : สำหรับท่านที่ซื้อรถเงินผ่อนซึ่งนอกจากเงินผ่อนแล้ว อย่าลืมค่าน้ำมันเชื้อเพลิง, ค่าบำรุงรักษาต่างๆ, ค่าประกันภัย และค่าทะเบียนปีต่อๆไปด้วย

2. วัตถุประสงค์ใช้งาน : จะต้องถามตัวเองก่อนว่า เราซื้อรถมาใช้ประโยชน์อะไร มีการใช้งานปกติอย่างไร มีข้อจำกัดในการใช้งานอย่างไรบ้าง ฯลฯ เมื่อทราบแล้วจึงดูว่า ในตลาดรถยี่ห้อใดรุ่นใดบ้าง ที่เหมาะกับการใช้งานของท่าน โดยทั่วๆ ไปจะมี คำถามที่เกี่ยวกับการใช้งานดังนี้
2.1 ใช้รถในกรุงเทพฯ หรือ ออกต่างจังหวัดเป็นส่วนมาก หรือ ทั้งสองอย่าง
– รถสำหรับใช้ในกรุงเทพฯ มักเรียกกันว่า City Car เป็นรถที่มีขนาดกระทัดรัด มีความคล่องตัวสูง มีอัตราเร่งดีตอนออกตัว ประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงมากเป็นพิเศษ
– รถใช้เดินทางต่างจังหวัด ควรเป็นรถขนาดกลางหรือใหญ่มีการทรงตัวดี เครื่องยนต์มีกำลังเร่งทั้งที่รอบต่ำและรอบสูง เป็นรถที่แข็งแรงทนทาน
2.2 จำนวนผู้โดยสารประจำ
2.3 ความจำเป็นต้องใช้บรรทุกของมากน้อย และบ่อยแค่ไหน
2.4 ความจำเป็นต้องใช้การขับเคลื่อน 4 ล้อ โดยปกติแล้วรถขับเคลื่อน 4 ล้อ จะราคาสูงกว่า, สิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง มากกว่า, มีค่าบำรุงรักษาสูงกว่า และ ซ่อมแพงกว่าซึ่งถ้าซื้อมาแล้วได้ใช้ประโยชน์คุ้มค่าก็ถือเป็นเรื่องดี และ ถ้าซื้อมาแล้ว ไม่ได้ใช้ขับเคลื่อน 4 ล้อเลย ก็ถือว่าเป็นเรื่องน่าเสียดาย
2.5 ใช้ลุยน้ำท่วมหรือไม่ ถ้าต้องลุยน้ำท่วมก็ควรเป็นรถที่ยกสูงซึ่งมีทั้งขับเคลื่อน 4 ล้อและ ขับเคลื่อน 2 ล้อ
2.6 อุปนิสัยการขับรถ ช้าหรือเร็ว ถ้าเป็นคนที่ขับรถช้า ขับไปเรื่อยๆ ก็คงไม่ต้องพิจารณาอะไรให้มากนัก แต่ถ้าเป็นคนที่ ชอบขับเร็วแล้วสมรรถนะเครื่องยนต์, ระบบช่วงล่าง, เกียร์, ระบบเบรก, ขนาดล้อและยาง, อุปกรณ์ความปลอดภัย ฯลฯ คงต้องนำมาพิจารณากันซึ่งถ้าจะให้มีครบ ก็ต้องจ่ายเพิ่มขึ้น ครับ
2.7 ความสะดวกสบายและหรูหรา ข้อนี้คงพิจารณาได้ง่ายเพราะขึ้นกับเงินในกระเป๋าเป็นหลัก
2.8 ข้อจำกัดในการใช้งานอื่นๆ
– ขนาดของประตูบ้าน, ที่จอดรถ และซอยเข้าบ้าน
– ส่วนสูงของผู้ขับ
– ความปลอดภัยของที่ที่จอดรถเป็นประจำ
– ฯลฯ
3. การประหยัด
3.1 อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง : รถที่ประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง มักเป็นรถขนาดเล็ก , เครื่องยนต์ขนาดเล็ก , เครื่องยนต์ที่ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่, ตัวถังออกแบบให้ลู่ลมมากกว่า, เครื่องยนต์ดีเซล มักจะมีอัตราสิ้นเปลือง น้ำมันเชื้อเพลิงน้อยกว่าเครื่องเบนซิน ฯลฯ
3.2 ค่าบำรุงรักษา : หมายถึง ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษารถ เมื่อใช้งานถึงระยะทาง หรือ ระยะเวลาที่ผู้ผลิตได้กำหนดไว้ อาทิเช่น น้ำมันหล่อลื่นชนิดต่างๆ, ไส้กรองชนิดต่างๆ, หัวเทียน, สายพานต่างๆ, ยาง ฯลฯ รวมทั้งค่าแรง
3.3 ค่าซ่อม : หมายถึง ค่าแรงและค่าอะไหล่ของชิ้นส่วนที่หมดอายุการใช้งานหรือชำรุดโดยทั่วไปมักมีการแยกอะไหล เป็นกลุ่มดังนี้
– อะไหล่ลิ้นเปลือง หรือ อะไหล่ที่ต้องมีการเปลี่ยนบ่อยๆ เช่น ผ้าเบรก, ยางปัดน้ำฝนอะไหล่ ที่เปลี่ยนเมื่อใช้งานครบระยะทาง หรือระยะเวลา ฯลฯ
– อะไหล่ทั่วไป ซึ่งจะเปลี่ยนเมื่อตรวจพบว่าชำรุด
– อะไหล่ตัวถัง
3.4 ความทนทาน : ยิ่งซื้อรถไปเพื่อใช้งานหนัก หรือใช้มากเท่าใด ความทนทานก็ยิ่งมีความสำคัญมากเท่านั้น เพราะจะมี ผลอย่างมากต่อค่าใช้จ่าย และเวลาที่ต้องเสียไปกับการซ่อมบำรุงหากต้องการทราบว่ารถรุ่นไหนยี่ห้อไหน มีความทนทานมาก วิธีที่ง่ายก็คือ การสอบถาม จากผู้มีประสบการณ์หากเป็นรุ่นใหม่ในตลาดก็คงต้องดูที่ยี่ห้อว่าเป็นผู้ผลิตรถที่มี ความทนทานหรือไม่ นอกจากนี้สำหรับผู้เชี่ยวชาญทางวิศวกรรมยานยนต์ ก็อาจพอบอกได้จากการออกแบบ
3.5 การดูแลและการบำรุงรักษาด้วยตนเองหรือคนสนิท : เลือกรถที่สามารถดูแล และบำรุงรักษา ตลอดจนซ่อมบำรุงได้ด้วยตนเอง หรือ โดยคนสนิทที่คิดค่าใช้จ่ายถูกๆ ก็จะช่วยให้ประหยัดได้ไม่น้อย
3.6 ราคาขายต่อมือสอง : จะมีความสำคัญขึ้นมาเมื่อท่านต้องการเปลี่ยนรถ
4. การบริการหลังการขาย
4.1 มีศูนย์บริการอยู่ทั่วไป, หาง่าย, มีการบริการที่ดีได้มาตรฐาน และ ซื่อสัตย์
4.2 ความพร้อมของอะไหล่ : อะไหล่หาง่ายไม่ต้องรอนาน มีครบทุกชิ้น ในขณะที่มีรถบางรุ่นอาจต้องรออะไหล่เป็นเดือน
4.3 เงื่อนไขการรับประกัน ระยะเวลา และความสะดวกในการทำเคลม
4.4 การดูแลเอาใจใส่ของตัวแทนจำหน่าย และพนักงานขายหลังจากซื้อรถมาแล้ว ข้อมูลเกี่ยวกับการบริการหลังการขาย คงต้องมาจากประสบการณ์ของท่าน ของคนรู้จัก หรือ อ่านจากหนังสือต่างๆ หรือ ภาพพจน์ชื่อเสียงที่ผ่านมา
5. ความชอบและความพอใจของผู้ซื้อ สำหรับข้อนี้ก็แล้วแต่ผู้ซื้อครับ