MKT Team
38 ค่ายรถลุยเปิดรถใหม่ รถแต่งพิเศษ รวมถึงคอนเซ็ปต์ คาร์ ในงาน “มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 27” ที่เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 1 - 12 ธันวาคม นี้ พร้อมงัดโปรโมชันเด็ด อีกหลากหลายกิจกรรมที่น่าสนใจเพียบ

นายขวัญชัย ปภัสร์พงษ์ ประธานจัดงาน “มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 27” หรือ “The 27th Thailand International Motor Expo 2010” กล่าวถึงการจัดงานปีนี้ว่า เกิดขึ้นภายใต้แนวคิด “น้ำหนึ่งใจเดียว...สร้างสรรค์ยานยนต์รักโลก” ซึ่งเป็นความภาคภูมิใจของเราในฐานะผู้จัดงาน ที่ผู้ประกอบการบริษัทรถยนต์และอุปกรณ์เกี่ยวเนื่องให้ความเชื่อถือและไว้วางใจเข้าร่วมงานอย่างหนาแน่นเช่นทุกปี รวมถึงประชาชนที่สนใจสอบถามข้อมูลของงานและรถยนต์รุ่นใหม่ๆ ที่จะมาอวดโฉมในปีนี้ ทำให้เราเชื่อมั่นว่ายอดผู้ชมงานน่าจะอยู่ที่ประมาณ 1.6 ล้านคน





สำหรับรายชื่อของรถยนต์ที่เข้าร่วมงาน ได้แก่ ออดี้ /เบนท์ลีย์/บีเอ็มดับเบิลยู/ เชอรี่/ เชฟโรเลต/ ซีตรอง/ ดีเอฟเอ็ม/เฟอร์รารี่ / เฟียต/ ฟอร์ด/ โปรตอน/ แกรนด์ แคร์รีบอย/ ฮอนด้า/ ฮุนได / อีซูซุ/ เกีย/ แลนด์ โรเวอร์/ เลกซัส/ มาสด้า/ เมอร์เซเดส-เบนซ์/ มินิ/ มิตซูบิชิ/ มิตซูโอกะ/ เอทีเอ็ม / นิสสัน/เปอโยต์ / ปอร์เช่ /โฟตอน/รูฟ/ สโกดา/ ซันยอง/ ซูบารุ/ ซูซูกิ/ ทาทา/ โตโยตา/โฟล์คสวาเกน และวอลโว รวมถึงค่ายเอ.พี.ฮอนด้า ที่จะนำรถจักรยานยนต์มาเปิดจองในงานด้วย

ยิ่งไปกว่านั้นผู้ชมงานยังมีโอกาสรับชมและเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ที่จะมาสร้างสีสัน ความสนุกสนาน และสาระน่ารู้ พร้อมมอบของที่ระลึกมากมาย ดังรายละเอียดต่อไปนี้

โครงการประกวดนวัตกรรมยานยนต์ (THE 1st MOTOR EXPO AUTOMOTIVE INNOVATION AWARD 2010) ซึ่งจัดขึ้นเป็นปีแรก โดยสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ สมาคมวิศวกรรมยานยนต์ไทย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือและมหาวิทยาลัยรังสิต เป็นผู้สนับสนุนการสร้างสรรค์ผลงานของนักศึกษาจากหลากหลายสถาบัน โดยผลงานที่ผ่านการคัดเลือกจะนำมาจัดแสดงที่อาคาร ชาเลนเจอร์ 2 บูธ B12
โครงการ "ขับเป็น...ขับปลอดภัย กับสื่อสากล" (SKILL DRIVING EXPERIENCE) เปิดโอกาสให้ผู้สนใจลงทะเบียนเรียนล่วงหน้าในราคาพิเศษ โดยครูฝึกมืออาชีพ เพื่อพัฒนาทักษะการขับขี่อย่างปลอดภัย ทั้งรถยนต์ขับเคลื่อน 4 และ 2 ล้อ ผู้สนใจสอบถามเพิ่มเติมได้ที่บูธ บริเวณชาเลนเจอร์ 1

ซูบารุ สตันท์ โชว์ (SUBARU STUNT SHOW) ที่จะมาสร้างความอึ้ง ทึ่ง เสียว ให้แก่ผู้ชม เป็นปีที่ 2 สำหรับการแสดงผาดโผนครั้งนี้ รัสส์ สวิฟท์ ยังคงใช้รถยนต์สมรรถนะสูง ซูบารุ อิมพเรซา โดยจัดแสดงระหว่างวันที่ 4-6 ธันวาคม 2553 วันละ 3 รอบ สนใจชมสามารถติดต่อได้ที่บูธ ซูบารุ

มอเตอร์ สปอร์ท โซน (MOTOR SPORT ZONE) กิจกรรมเอาใจคนรักรถแข่งทั้งทางเรียบและทางฝุ่น รถแข่งดริฟท์ ซึ่งปีนี้ยกทัพอุปกรณ์ที่เกี่ยวเนื่องมานำเสนอราคาพิเศษสุด พร้อมชมสุดยอดรถแข่งที่แฟนพันธุ์แท้หัวใจมอเตอร์สปอร์ทไม่ควรพลาด บริเวณอาคารชาเลนเจอร์ 3

สมาคมรถโบราณแห่งประเทศไทย ยกขบวนรถโบราณทั้งยุคก่อนสงคราม หลังสงคราม และรถคลาสสิค มาจัดแสดง เพื่อให้ผู้ชมได้ทราบประวัติความเป็นมา รวมถึงพัฒนาการของรถยนต์ในแต่ละยุคสมัยอีกด้วย

โรงเรียนพัฒนาทักษะการขับขี่รถขับเคลื่อน 4 ล้อ (SPIRIT OF THE 4x4 DRIVING SCHOOL) จำลองสนามฝึกสอนของโรงเรียน ฯ มาไว้ที่ด้านข้างอาคารชาเลนเจอร์ เปิดการสอนหลักสูตรพื้นฐานแบบเร่งรัด เพื่อให้ผู้สนใจเรียนรู้ โดยสามารถลงทะเบียนล่วงหน้าที่บูธ SPIRIT 4X4 อาคารชาเลนเจอร์ 1

ลานศิลปวัฒนธรรม พบกับการแสดงจากน้องๆ เยาวชนที่มีความสามารถ อาทิ การแสดงดนตรีไทย ดนตรีพื้นบ้าน การแสดงศิลปะแม่ไม้มวยไทย กระบี่กระบอง หรือการแสดงนาฏศิลป์ ผู้ชมงานที่สนใจสามารถติดตามตารางการแสดงได้บริเวณลานศิลปวัฒนธรรมและเอกลักษณ์ไทย การแสดงจะเริ่มประมาณ 15.00 น.ของทุกวัน
CAR STERO ALLEY & ACTIVITES บริษัทเครื่องเสียงรถยนต์ชั้นนำของเมืองไทย นำรถยนต์ที่ตกแต่งด้วยเครื่องเสียงคุณภาพสูง มาร่วมโชว์พลังเช่นทุกปี พร้อมแดนเซอร์สาวสวยสุดเซกซีที่มาโชว์ลีลาให้แก่ผู้นิยม เครื่องเสียงได้ชื่นชม บริเวณลานแอคทีพ สแควร์ โดยการแสดงจะเริ่มตั้งแต่ช่วงค่ำและสิ้นสุดเวลาประมาณ 22.00 น.

“ที่พิเศษกว่าทุกปีที่ผ่านมา คือ มหกรรมยานยนต์ได้รับเกียรติจาก ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เข้าประชุมร่วมระหว่างรัฐบาลกับผู้ผลิตรถยนต์ทุกค่าย เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และรับฟังปัญหาอุปสรรคของผู้ประกอบการอันจะนำไปสู่ความร่วมมือ และเข้าใจดีระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชนในอนาคต ในวันพุธที่ 8 ธันวาคม 2553 ตั้งแต่เวลา13.00-14.30น.ณ ห้องจูปีเตอร์ 4-6 อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี หลังจากนั้นนายศุภรัตน์ ศิริสุวรรณางกูร ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย จะเป็นผู้แทนในการแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนบริเวณห้อง Press Center เวลาประมาณ 16.00 น.
เตรียมพบกับนวัตกรรมยานยนต์และร่วมกิจกรรมต่างๆ กันแบบจุใจได้ในงาน “มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 27” ตั้งแต่วันที่ 1 - 12 ธันวาคม 2553 ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1-3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี พร้อมรับชมการถ่ายทอดสดงานได้ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 ในวันเสาร์ที่ 4 ธันวาคม 2553 ตั้งแต่เวลา 13.50 - 15.40 น.
MKT Team
รถยนต์คือ
เครื่องยนต์ จะใช้ขนาด 1800 cc. 4 สูบแถวเรียง 16 วาล์ว วัฎจักร atkinson vvt-I
กำลังสูงสุด 73 kw (99 ps) ที่5200 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 142 นิวตันเมตรที่ 4000 รอบต่อนาที
ด้านมอเตอร์เจนเนอเรเตอร์ จะมีกำลังสูงสุด 60 kw(82 ps) ทางด้านแรงบิดจะมีถึง 207 นิวตันเมตร แต่ถ้าเครื่องยนต์บวกกับมอเตอร์ไฟฟ้าจะได้กำลังสูงสุดถึง 100 kw (136 ps) เลยทีเดียว ซึ่งมีกำลังที่เพียงพอรวมถึงการประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงอีกด้วย ตัวเครื่องยนต์จะไร้ซึ่งสายพาน ดังนั้น แรงฉุดที่จะมากระทำหรือภาระที่มีผลต่อเครื่องยนต์ก็จะดีขึ้น เป็นผลให้อัตราการสิ้นเปลืองโดยเฉลี่ยไม่ว่าจะในเมืองหรือนอกเมืองตกประมาณ ถึง 20 กิโลเมตรต่อลิตรกันเลยทีเดียว ทางด้านการปล่อยไอเสียผ่านมาตรฐาน Euro ระดับที่ 5 น้ำมันเชื้อเพลิงที่ใช้ ตั้งแต่ E10 ขึ้นไป (อี 20 ยังใช้ไม่ได้)
ทางด้านแบตเตอรี่ไฮบริด จะใช้ชนิดนิกเกิ้ลเมทัลไฮดราย ที่มีแรงดันไฟฟ้า 201.6 โวลต์ มี 28 โมดูล หากเทียบกับ camry จะมีน้อยกว่า เพราะcamry มีแรงดันไฟฟ้า 244.8 โวลต์ มี 34 โมดูล ซึ่งจะแตกต่างกันนั่นเอง ทางด้านการรับประกันในส่วนแบตเตอรี่ไฮบริดนั้น 5 ปี โดยที่ไม่จำกัดระยะทาง
การขับเคลื่อน จะใช้ระบบส่งกำลังแบบ E – CVT เหมือนที่อยู่ใน camry hybrid แต่มีการเลือกรูปแบบการขับขี่ได้คือ 1 EV 2 ECO MODE 3 PWR MODE แต่ละอย่างนั้นมีการทำงานที่ต่างกันแล้วแต่ผู้ขับขี่ต้องการนั่นเอง
คันเข้าเกียร์จะมีเอกลักษณ์เป็นของตนเองอาจดูแปลกตากันไปบ้าง ที่แน่ๆสะดวกสบายทันสมัย เบาแรง เข้าเกียร์ง่าย การที่จะเข้าเกียร์ผิดตำแหน่งจะกระทำไม่ได้เลย นอกจากนั้นเงื่อนไขในการทำงานผู้ขับขี่จะต้องทำความเข้าใจเช่นกัน ซึ่งรายละเอียดจะแสดงบนที่มาตรวัดเพื่อให้ผู้ขับขี่ทราบว่าสถานการณ์เป็นอย่างไร เป็นต้น ผสมผสานกับช่วงล่างทางด้านหน้าแบบเมคเฟอร์สันสตรัทพร้อมเหล็กกันโคลงทางด้านหลังแบบทอร์ชั่นบีม ในส่วนของเบรกก็เป็นดีสเบรกทั้งสี่ล้อ ประสิทธิภาพของการเบรกมั่นใจได้เลยว่าสุดยอด หากมีการเบรกแบบกะทันหัน ไฟเบรกท้ายจะมีการทำงานแบบกระพริบทำให้มีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น การบังคับเลี้ยวจะเป็นแบบไฟฟ้า(eps) หากมีการจอดรถบนทางชัน จะมีการทำงานของระบบ HAC ไม่ให้รถมีการเลื่อนไถลขณะออกตัวบนทางชันนั่นเอง จะเหมือนกับรถยนต์ ALPHARD และ LANDCRUISER PRADO เงื่อนไขการทำงาน จะต้องศึกษาเพิ่มเติมเล็กน้อย

มาดูกันที่มิติของรถยนต์ มีความยาวของทั้งหมด 4.46 เมตร กว้าง 1.745 เมตร และสูง 1.49 เมตร เรียกได้ว่ามีการออกแบบได้อย่างลงตัวทีเดียว รัศมีวงเลี้ยวแค่ 5.2 เมตร โดยมีค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทาน เท่ากับ cd 0.25 เท่านั้น ทำให้การเคลื่อนที่ของรถรวมถึงการทรงตัวเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ห้องโดยสารกว้างขวางสะดวกสบาย การบรรทุกสัมภาระทางด้านท้ายสามารถจุได้ถึง 445 ลิตร ถือว่าไม่น้อยเลย ความจุของถังน้ำมันเชื้อเพลิงก็ 45 ลิตร เรียกได้ว่า หากใช้งานตามเงื่อนไขแทบจะลืมการเติมน้ำมันกันเลยทีเดียว

ถัดมาในเรื่องของอุปกรณ์ภายนอกที่มีให้ใน prius hybrid เริ่มที่ ไฟหน้าแบบโปรเจคเตอร์ LED จะออกแนวๆสีฟ้าพิเศษ มีความสวยงามโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ไฟประเภทนี้จะช่วยลดการใช้พลังงานได้ส่วนหนึ่ง ยังไม่หมดแค่นั้น ยังสามารถปรับระดับสูง-ต่ำอัตโนมัติ และเปิด-ปิดอัตโนมัติ แต่ถ้าเป็นรุ่น top ก็จะมีระบบทำความสะอาดไฟหน้า (pop-up type) มาพร้อมกับตัวรถอีกด้วย กระจกมองข้างเป็นแบบลดการเกาะตัวของหยดน้ำ (hydrophilllic) แต่ก็มีสิ่งที่เหนือชั้นคือ กระจกมองข้างจะ มีระบบไล่ฝ้าให้มาอีกด้วยนะครับ ทางด้านของปัดน้ำฝนด้านหน้าจะเป็นแบบอัตโนมัติส่วนทางด้านท้ายจะเป็นแบบหน่วงเวลาที่ดูเข้ากันกับสปอยร์เลอร์หลังที่ดูโดดเด่นมองเห็นอยู่ทางท้ายรถ
อุปกรณ์ภายในขอนำเสนอที่เด่นๆและเน้นๆใน prius hybrid ได้แก่

- พวงมาลัยหนังแบบ 4 ก้าน

- หน้าต่างไฟฟ้ามาพร้อมระบบป้องกันกระจกหนีบทั้ง 4 บาน

- ไฟเอนกประสงค์มีทั้งด้านหน้าและด้านหลัง

ไม่เพียงเท่านั้น ไฟส่องสว่างที่เท้าคู่หน้าก็มีมาให้พร้อมสรรพ ไฟส่องสว่างภายในห้องโดยสารก็เป็นแบบอัตโนมัติ กระจกมองหลังก็เป็นแบบตัดแสงอัตโนมัติ วัสดุหุ้มเบาะประเภทหนังแท้สีเทา ในรุ่น top ส่วนในรุ่นรองเบาะจะเป็นวัสดุคล้ายกำมะหยี่ ตำแหน่งผู้ขับจะมีชุดดันหลังมาให้ด้วย เบาะนั่งด้านหลังสามารถพับแยกได้ ระบบปรับอากาศเป็นแบบอัตโนมัติ นอกจากนี้ ยังมีระบบขจัดฝุ่นละอองที่เหมือนกับรถยนต์ Alphard ที่เบาะคู่หน้าจะมีระบบอุ่นเบาะมาให้ด้วยในรุ่น top ซึ่งจะช่วยในเรื่องกล้ามเนื้อของร่างกายได้

มาดูกันต่อ ที่สิ่งอำนวยความสะดวกกันบ้างที่มีให้ ใน prius hybrid เริ่มด้วย push start ที่มีอยู่ในรถยนต์ระดับหรู บวกกับ smart entry ที่อำนวยความสะดวกอย่างมากในการเข้ารถยนต์โดยไม่ใช้กุญแจจะมีด้วยกันถึง 3 ตำแหน่ง (ประตูหน้าซ้าย และขวา, และประตูท้าย) แล้วยังมีระบบการล็อคแบบ 2 ชั้นซึ่งจะเปิดประตูไม่ออกเลยถ้ามีการล็อคไว้เพียงแค่การสัมผัสเท่านั้น ถัดมาก็จอแสดงผลการขับขี่อยากจะบอกว่าในรถยนต์ prius hybrid ไม่ธรรมดาเลย เพราะตำแหน่งของมาตรวัดจะอยู่บริเวณคอนโซลหน้าตรงกลาง สามารถควบคุมและสั่งการได้อย่างง่ายดายโดยผู้ขับขี่ส่งผลให้มีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

ขออนุญาตกล่าวถึงรายละเอียดบนหน้าจอสักเล็กน้อยโดยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้ดังนี้

กลุ่มที่ 1 อยู่ทางด้านซ้ายมือ จะเป็นการแสดงสัญลักษณ์ที่เหมือนกับรถยนต์ทั่วๆไป

กลุ่มที่ 2 อยู่ตรงกลางของมาตรวัดเลย เป็นการแสดงผลการทำงานและการขับขี่รถยนต์ไฮบริด (advance multi-display zone) ซึ่งจะมีรายละเอียดต่างๆที่มากมายได้แก่

แสดงการทำงานหรือสถานะการทำงานของระบบไฮบริด (energy moniter)
แสดงผลการขับขี่แบบเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (hybrid system indicator)
แสดงผลอัตราการสิ้นเปลือง 1 นาที/ 5 นาที (1 min/ 5 min consumption record)
แสดงผลอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมัน ของการขับขี่ที่กำหนดไว้พร้อมแสดงผลที่ดีที่สุด (past trip fuel consumption record)
กลุ่มที่ 3 อยู่ทางด้านขวามือของมาตรวัดเป็นการแสดงข้อมูลการขับขี่ทั่วไปและข้อมูลการควบคุมอุปกรณ์ต่างๆได้โดยเพียงสัมผัสเพียงเบาๆเท่านั้นที่สวิทซ์ที่พวงมาลัย

ดังนั้นข้อมูลที่ต้องการจะทราบสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนพร้อมกับการที่จะเลือกสามารถกระทำได้แบบไม่ยากเย็นได้ตามความต้องการ

มาดูกันต่อที่พวงมาลัยสามารถควบคุมระบบปรับอากาศ ,ควบคุมเครื่องเสียง ,โทรศัพท์ , รวมถึงความเร็วคงที่ได้โดยสะดวกสำหรับผู้ขับขี่ ไม่ต้องละสายตาจากเส้นทางมากนักทำให้มีความปลอดภัยเช่นกัน สิ่งอำนวยความสะดวกอีกชิ้นหนึ่งคือ สามารถเลือกระบบของการขับขี่ได้แบบ 3 ฟังก์ชั่น (power , eco , ev mode) ได้ตามความต้องการของท่าน ไม่เพียงเท่านี้ ยังมีการแสดงผลการขับขี่แบบอัจฉริยะบนกระจกบังลมหน้า HUD (hand-up display) ได้แก่ ความเร็วรถยนต์, และแสดงผลการขับขี่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม(hybrid system indicator)ทางด้านความบันเทิง ในส่วนของเครื่องเสียง ในรุ่น top จะเป็นแบบ 6cd และ 1cd ในรุ่นรอง ลำโพงทั้งหมดที่มีให้ก็ 8 ลำโพง ควบคุมการทำงานได้อย่างง่ายดาย แถมยังมีระบบที่รองรับในอนาคตอีกด้วย ทางด้านการเชื่อมต่อ Bluetooth ผ่านทางเครื่องเสียงก็สามารถกระทำได้เช่นกัน

มาดูทางด้านความปลอดภัยกันบ้าง เริ่มด้วยไฟตัดหมอกหน้าและหลัง ไฟท้ายแบบ LED เลนส์ใส นอกจากนั้นยังมีสิ่งที่เหนือระดับ คือ หากมีการเบรกแบบกะทันหันไฟเบรกท้ายจะกระพริบ ส่วนระบบ ABS EBD VSC TRC ก็ให้มาอย่างครบชุด ถุงลมนิรภัยรอบคัน ทั้งหมด 7 ตำแหน่ง อยู่ที่คู่หน้า ด้านข้าง ผ้าม่านด้านข้างและหัวเข่าผู้ขับขี่ ที่พนักพิงศีรษะเบาะคู่หน้ายังมีระบบที่ช่วยลดการกระแทก ระบบป้องกันการโจรกรรม TDS และ immobilizer ยังไม่พอ ยังมีระบบล็อค 2 ชั้นอีกต่างหาก โครงสร้างตัวถังแบบ GOA อันลือชื่อจากโตโยต้า

ในเรื่องของสีที่มีให้เลือก ได้แก่

1. Blackish mica

2. HV Blue

3. Silver Metallic

4. Black

5. White Pearl เฉพาะรุ่น top เท่านั้น

ทั้งหมดตามที่ได้กล่าวมานั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่มีอยู่ในรถยนต์ prius hybrid ซึ่งยังมีรายละเอียดอีกมากมาย
ดังนั้น จึงเรียนเชิญมาสัมผัสกับตัวรถจริง ที่ตัวแทนจำหน่ายโตโยต้า ทั่วประเทศหรือ สนใจข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อได้ที่ www.toyotabuzz.com หรือ ฝากข้อความำถามไว้ที่ Facebook ของพวกเราชาวบัสส์
MKT Team
นอกเหนือจากเรื่องของการขายแล้วค่ายรถยนต์แต่ละค่ายต่างมุ่งเน้นไปที่กิจกรรมเพื่อสังคม เช่นเดียวกับค่ายยักษ์ใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ที่ได้ริเริ่มดำเนินโครงการถนนสีขาว ครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2531 โดยได้ดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่องจวบจนปัจจุบันเป็นระยะเวลากว่า 20 ปี เพื่อมุ่งส่งเสริมความรู้เกี่ยวกับกฎและวินัยจราจร และสร้างความตระหนักให้ผู้ใช้รถ ใช้ถนน มีจิตสำนึก และมีน้ำใจ อันจะเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยลดการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน ซึ่งถือเป็นนโยบายหลักอย่างหนึ่งของบริษัทฯ โดยมีกลุ่มเป้าหมายคือ เด็ก และเยาวชน ตลอดจนประชาชนทั่วไป พร้อมให้ความร่วมมือกับภาครัฐในการดำเนินโครงการเพื่อความปลอดภัยบนท้องถนน
เมื่อไม่นานมานี้นายเคียวอิจิ ทานาดะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับ 4 องค์กรภาครัฐ ได้แก่นายเทียนโชติ จงพีร์เพียร อธิบดี กรมการขนส่งทางบก ศ.ดร.เกื้อ วงศ์บุญสิน รองอธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดร. ปัญญา แก้วกียูร ที่ปรึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ พลตำรวจโท ดนัยธร วงศ์ไทย ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เพื่อรณรงค์ความปลอดภัยบนท้องถนน สู่ทศวรรษแห่งความปลอดภัย สนองนโยบายภาครัฐ ภายใต้แนวคิด “วินัยและน้ำใจ บนท้องถนน”
นายเคียวอิจิ ทานาดะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ กล่าวว่า “ตลอดระยะเวลา 48 ปี ที่โตโยต้าดำเนินธุรกิจในประเทศไทย ด้วยเจตนารมณ์อันแน่วแน่ในการมุ่งมั่นสู่การเป็นองค์กรที่ดี พร้อมด้วยจิตสำนึกในการรับผิดชอบต่อสังคมไทย ถือเป็นพันธกิจหลักของโตโยต้า ที่ต้องการเติบโตควบคู่ไปกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนไทยในทุกๆ ด้าน อาทิ ความปลอดภัยบนท้องถนน ซึ่งเราดำเนินการภายใต้โครงการถนนสีขาว พร้อมส่งเสริมสิ่งแวดล้อม สนับสนุนการศึกษาและการถ่ายทอดเทคโนโลยี ตลอดจนส่งเสริมพัฒนาการอย่างยั่งยืนของสังคมและชุมชน
โครงการความร่วมมือรณรงค์ความปลอดภัยบนท้องถนนกับ 4 หน่วยงานภาครัฐได้แก่

• โครงการให้รางวัลคนทำดี “ขับรถดีมีวินัย มีน้ำใจบนท้องถนน” ร่วมมือกับ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกองบังคับการตำรวจจราจร กรมการขนส่งทางบก และ องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพฯ

• โครงการอบรมครูและผลิตสื่อการสอนด้านความปลอดภัยบนท้องถนน ร่วมมือกับ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ และ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

• โครงการประกวดแผน และภาพยนตร์รณรงค์ ภายใต้แนวคิด “ถนนแห่งน้ำใจ ถนนแห่งความปลอดภัย”ร่วมมือกับ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

• โครงการผลิตสื่อการสอน “ด้านวินัยจราจร” แก่ประชาชน ร่วมมือกับ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ กองบังคับการตำรวจจราจร

• โครงการผลิตสื่อ “การขับรถดี มีน้ำใจ” แก่ประชาชน ร่วมมือกับ กรมการขนส่งทางบก
นายทานาดะ กล่าวต่อไปว่า “การลงนามความร่วมมือรณรงค์ความปลอดภัยบนท้องถนนในวันนี้ เป็นอีกหนึ่งความมุ่งมั่นที่โตโยต้าจะดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคมด้วยการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ ที่บูรณาการทั้งหน่วยงานภาครัฐ และเอกชน ในการร่วมวางนโยบายและแผนการปฏิบัติงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งร่วมหามาตรการป้องกันและแก้ไขเพื่อลดความสูญเสียจากอุบัติเหตุทางถนน และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนด้วยการปลูกจิตสำนึกด้านวินัย และมีน้ำใจบนท้องถนน จนเกิดพฤติกรรมในการ ใช้รถใช้ถนน อย่างปลอดภัย อันนำไปสู่การพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืนสืบไป”
MKT Team
พริอุส ไฮบริด ราคายั่วใจ เคาะขายเริ่มที่ 1.19 ล้าน (มีvdo)

ภายนอกมีความโดดเด่น ไฟหน้าแบบ LED มีระบบทำความสะอาดไฟหน้า ด้วยหัวฉีดน้ำทำความสะอาดแบบพับซ่อนเก็บได้ ส่วนไฟท้ายใช้หลอด LED เพื่อความสว่าง ชัดเจน เช่นกัน ล้ออัลลอยขนาด 15 นิ้ว น้ำหนักเบา ภายในหรูหรา เบาะนั่งออกแบบพิเศษ สะดวกสบายด้วยระบบเปิดประตูอัจฉริยะ (Smart Entry) และ ระบบสตาร์ทอัจฉริยะ (Push Start)

พร้อมติดคั้งมีจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบออพติตรอน แสดงค่าทุกการทำงานขณะขับขี่ ทั้งโหมดการทำงานระบบไฮบริด โหมดแสดงผลการขับขี่แบบเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและโหมดแสดงผลอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง อีกทั้งยังอัดแน่นด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกสบายในการขับและโดยสารอย่างครบครัน

ระบบเครื่องยนต์ Atkinson Cycle รหัส 2ZR - FXE 4 สูบแถวเรียง DOHC 16 วาล์ว VVT-I ขนาด 1,797 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 99 แรงม้า ที่ 5,200 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 142 นิวตัน-เมตร ที่ 4,000 รอบต่อนาที พร้อมระบบควบคุมการหมุนเวียนไอเสีย EGR(Exhaust Gas Recirculation) ติดตั้งระบบระบายความร้อน ส่วนมอเตอร์ไฟฟ้าชนิดมอเตอร์ซิงโครนัสแม่เหล็กถาวร พัฒนาระบบเกียร์ทดกำลังให้มีขนาดเล็กลงและน้ำหนักเบายิ่งขึ้น แต่รองรับการทำงานของเครื่องยนต์ที่มีกำลังสูงขึ้น โดยให้กำลังสูงสุด 82 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 207 นิวตัน-เมตร โดยทำงานควบคู่กับเกียร์ไฟฟ้าอัตโนมัติ พร้อมระบบคันเกียร์ที่กลับคืนสู่ตำแหน่งกลางโดยอัตโนมัติทุกครั้งหลังการเข้าเกียร์ เพิ่มความสะดวก ส่วนแบตเตอรีแบบ Ni-MH (Nickel–Metal Hydride) น้ำหนักเบา ทนทานยิ่งขึ้น แต่ยังคงไว้ซึ่งการจ่ายพลังงานไฟฟ้าให้กับมอเตอร์ไฟฟ้าได้อย่างดีเยี่ยม

นอกจากนี้ยังติดตั้งโหมดการขับได้ 3 รูปแบบ คือ ขับขี่ทรงพลัง โหมดการขับขี่ประหยัดน้ำมัน และการขับขี่เงียบสนิท ขณะที่ความปลอดภัยมีมาครบครัน

พริอุส ไฮบริด มีให้เลือก 2 รุ่นคือ ขนาด 1.8L Standard ราคา 1.19 ล้านบาท 1.8L Top 1.26 ล้านบาท ส่วนตัวท็อปสีขาวมุก ราคา 1.27 ล้านบาท โดยโตโยต้าพร้อมเผยโฉมในงานมอเตอร์เอ็กซ์โป 2010 ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี และเริ่มจัดแสดงในโชว์รูมโตโยต้า 320 แห่งทั่วไทยตั้งแต่ 1 ธันวาคมนี้เป็นต้นไป

ภาพ/วิดีโอ

http://www.ecareasy.com/show_colum_detail.php?news_id=1389&news_colums=10
MKT Team
มร.เคียวอิจิ ทานาดะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด แถลงข่าวถึงความพร้อมสำหรับการผลิตและจำหน่าย “โตโยต้า พริอุส” ในประเทศไทย เมื่อวันที่
21 ตุลาคม 2553 ที่ ห้องคริสตัล ฮอลล์ โรงแรมพลาซ่า แอทธินี

โตโยต้า พริอุส เมื่อปี พ.ศ.2508 ก่อนที่ประชาคมโลกจะให้ความสนใจเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมเหมือนเช่นปัจจุบันนั้นโตโยต้าได้เริ่มพัฒนาระบบไฮบริด และเป็นระยะเวลากว่า 30 ปีในการทุ่มเทวิจัยพัฒนา จนกระทั่งปี พ.ศ. 2540 โตโยต้าจึงได้ผลิตรถยนต์ไฮบริดออกจำหน่ายในเชิงพาณิชย์เป็นรุ่นแรกของโลก จากนั้นในปี พ.ศ. 2546 โตโยต้า พริอุส รุ่นที่ 2 ที่มาพร้อมเทคโนโลยี ไฮบริด ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นไปอีกขั้น ได้ถูกแนะนำเข้าสู่ตลาด ซึ่งได้รับการตอบรับจากลูกค้าทั่วโลกเป็นอย่างดี และในปี พ.ศ.2552 โตโยต้า พริอุส เจนเนอเรชั่นที่ 3 ได้รับการแนะนำอย่างเป็นทางการครั้งแรกที่ประเทศญี่ปุ่นและได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี

มร.เคียวอิจิ ทานาดะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า “โตโยต้า มีพันธกิจในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่พร้อมไปด้วยเทคโนโลยีและการออกแบบ ที่ทันสมัย และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยได้ดำเนินโครงการต่าง ๆ และพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่สะท้อนถึงปรัชญาของโตโยต้าอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้แนะนำ คัมรี ไฮบริด เป็นครั้งแรกในทวีปเอเชียและประเทศไทย ซึ่งได้รับการตอบรับจากลูกค้าอย่างอบอุ่น โดยจะมียอดขายบรรลุ 10,000 คัน ภายในเดือนนี้ และเราพร้อมที่จะแนะนำรถยนต์ไฮบริด อีกรุ่นหนึ่ง นั่นคือ พริอุส กับลูกค้าชาวไทย และประเทศไทยจะเป็นประเทศที่ 3 ของโลก ที่จะทำการผลิตพริอุส ในเดือนพฤศจิกายนที่จะถึงนี้“

“พริอุสนั้น เป็นรถยนต์ไฮบริดรุ่นแรกของโลกที่ผลิตเพื่อการจำหน่าย หลังจากใช้เวลาในการวิจัยและพัฒนารถยนต์ไฮบริดมาเป็นเวลากว่า 30ปี และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากลูกค้าทั่วโลก โดยมีจำหน่ายใน 70 ประเทศทั่วโลก มียอดขายสะสมกว่า 2 ล้านคัน สำหรับรถยนต์
พริอุส รุ่นนี้ เป็น เจนเนอเรชั่นที่ 3 โดยเริ่มแนะนำสู่ตลาดเมื่อเดือน พฤษภาคม ปี 2009 และได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในประเทศญี่ปุ่น ด้วยยอดจองในช่วง 2 เดือนแรก กว่า 100,000 คัน และจนถึงขณะนี้ พริอุส เจนเนอเรชั่นที่ 3 นี้ มียอดจำหน่ายสะสมทั่วโลกกว่า 710,000 คัน ซึ่งความสำเร็จดังกล่าวของ พริอุส สามารถยืนยันได้เป็นอย่างดีว่า โตโยต้า พริอุส เป็นยนตรกรรมที่มีรูปลักษณ์โดดเด่นล้ำสมัย เทคโนโลยีที่ล้ำหน้า สมรรถนะในการขับขี่ที่สนุกสนาน ตลอดจนคุณภาพ ที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางจากลูกค้าทั่วโลก และผมมั่นใจว่า ลูกค้าชาวไทย ก็รอคอยการมาของ พริอุส เช่นกัน”

มร. ทานาดะ กล่าวเพิ่มเติมว่า “โตโยต้า พริอุส เจเนเรชั่นที่ 3 นี้จะทำการผลิตที่โรงงานโตโยต้า เกตเวย์ และสิ่งสำคัญที่สุด คือ วิศวกรของเรา และ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ เอเชีย แปซิฟิก เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ เมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด ได้มีส่วนสำคัญในการพัฒนาและทดสอบคุณภาพของพริอุสให้เหมาะสมกับประเทศไทย อย่างละเอียดถี่ถ้วน ในทุกสภาพการใช้งาน ทุกสภาพอากาศ และทุกสภาพภูมิประเทศ เพื่อความมั่นใจสูงสุด ผมเชื่อมั่นว่า พริอุส ที่จะแนะนำสู่ตลาดในครั้งนี้ จะมีความสมบูรณ์ และเหมาะสมกับตลาดเมืองไทยมากที่สุด”

“พริอุสนั้น ขับเคลื่อนด้วยระบบ Hybrid Synergy Drive โดยใช้
เครื่องยนต์แก๊สโซลีนแบบ Atkinson ขนาด 1,800 ซีซี ให้สมรรถนะการขับขี่ที่สนุกสนาน ประหยัดพลังงาน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และผมถือโอกาสนี้ขอบคุณภาครัฐที่เล็งเห็นความสำคัญของรถยนต์ประเภทนี้ โดยให้การสนับสนุน ทั้งภาษีสรรพสามิต และภาษีนำเข้าชิ้นส่วนสำคัญของระบบไฮบริด ทั้งนี้ การสนับสนุนดังกล่าวเป็นผลดีต่อราคาของพริอุส ทำให้ลูกค้าชาวไทยมีโอกาสได้ใช้รถยนต์พริอุส ในราคาประมาณ 1 ล้าน 3 แสนบาท ซึ่งจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการ ในวันที่ 16 พฤศจิกายน และจะเปิดตัวต่อสาธารณชนในงาน ไทยแลนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์ เอ็กซ์โปที่จะถึงนี้” มร.ทานาดะ กล่าวในที่สุด

7 รางวัลเกียรติยศ สำหรับ โตโยต้า พริอุส ปี 1997-98 รางวัล Car of the year ประเทศญี่ปุ่น
ปี 1999 รางวัล ECO-Mission’99 North America
ปี 2004 รางวัล Motor Trend Car of the Year
รางวัล Car of the year ของทวีปอเมริกาเหนือ
ปี 2005 รางวัล Car of the year ของทวีปยุโรป
ปี 2006 Winner of ECO Challenge
ปี 2008 รางวัล JD Power “Most Dependable Compact Car”

ยอดขาย โตโยต้า พริอุส ทั่วโลก เจนเนอเรชั่นที่ 1 120,000 คัน
เจนเนอเรชั่นที่ 2 1,180,000 คัน